วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

การทำประชาสัมพันธ์

การทำประชาสัมพันธ์ด้วยตนเอง
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
            ครั้งหนึ่งในชีวิตกระผมได้มีโอกาสเป็นหัวหน้างานประชาสัมพันธ์ให้แก่มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา เมื่อครั้งยังเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยพะเยาในปัจจุบัน ซึ่งต้องยอมรับว่ากระผมไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกทางด้านประชาสัมพันธ์ ทางด้านสื่อสารมวลชน เลย
            แต่กระผมต้องมานั่งอ่านหนังสือและเรียนรู้งานประชาสัมพันธ์ด้วยตนเอง ในบทความฉบับนี้จึงขอเขียนบทความเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านผู้อ่านทั้งหลาย
            เราคงต้องยอมรับกันว่าโลกเราสมัยปัจจุบันนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสารและยุคของสื่อสารมวลชน เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกขึ้นกับคนทั่วทั้งโลก ด้วยระบบอินเตอร์เน็ต ระบบดาวเทียม ระบบเครือข่าย
            ดังนั้นงานประชาสัมพันธ์ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับองค์การต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เพราะการประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับหน่วยงาน ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกในขณะเดียวกันถ้าเกิดข่าวในเชิงลบ งานประชาสัมพันธ์ก็จะช่วยลดทอนความเสียหายให้ลดน้อยลง
            การประชาสัมพันธ์ทำให้คนรู้จักบริษัทและสินค้าของบริษัทหรือขององค์การมากขึ้น การประชาสัมพันธ์ช่วยทำให้สินค้าขายดีขึ้น  และ  งานประชาสัมพันธ์ช่วยทำให้เราติดต่อประสานงานกับลูกค้า รวมทั้งผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรได้ดียิ่งขึ้น
            ถ้าจะพูดถึงเรื่องของการตลาด งานประชาสัมพันธ์ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของส่วนประสมทางการตลาดคือ 4P Product(สินค้า) Price(ราคา) Place(สถานที่)และ Promotion (การส่งเสริมการตลาด) ซึ่งงานประชาสัมพันธ์จะอยู่ในงานของ Promotion (การส่งเสริมการตลาด) นั่นเอง
            อะไรคือข่าว  ข่าวคืออะไร  ข่าวคือสิ่งที่องค์กรหรือหน่วยงานต้องการให้ผู้คนได้รับรู้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มผู้บริโภค  เช่นถ้าคุณทำงานประชาสัมพันธ์อยู่ในองค์การของคุณ ข่าวของคุณคือ สินค้าใหม่  ความก้าวหน้าของบริษัท  การทำประโยชน์เพื่อสังคม  ผลการดำเนินงาน รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆที่เป็นที่น่าสนใจ
          ซึ่งหลักการเขียนข่าวง่ายๆมีดังนี้ จงตอบคำถาม 6W คือ ใคร(Who)  ทำไม(Why) อะไร(What) เมื่อไร(When) ที่ไหน(Where) และอย่างไร(How)
            คุณเขียนข่าวถึง ใคร ?(Who
คุณเขียนข่าวเรื่องนี้ทำไม?(Why)
คุณเขียนข่าวถึงเหตุการณ์อะไร?(What)
เหตุการณ์ของข่าวนี้เกิดขึ้น เมื่อไร?(When)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ที่ไหน?(Where)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างไร?(How)
การใช้ภาพประกอบข่าวก็มีความสำคัญ มีคนกล่าวว่าภาพเพียงแค่หนึ่งภาพมีค่าเท่ากับคำพูดถึง 1,000 คำ นักประชาสัมพันธ์จึงควรมีทักษะ และเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพเพื่อใช้ประกอบข่าว ควรฝึกถ่ายภาพให้มากๆ เพราะปัจจุบันเราใช้กล้องดิจิตอล  ซึ่งไม่ต้องกังวลเรื่องของค่าใช้จ่ายในการสิ้นเปลืองฟิมส์เหมือนในอดีต
            ทำอย่างไรให้ข่าวส่งถึงกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มคนส่วนใหญ่  เราต้องรู้จักใช้สื่อครับ  ซึ่งปัจจุบันมีสื่อมากกว่าในอดีต และสื่อสมัยใหม่ก็มีราคาถูกกว่า และมีความหลากหลายกว่าสื่อสมัยเก่า ซึ่งสื่อสมัยใหม่คือ สื่อต่างๆที่ใช้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยมีเครื่องมือที่สำคัญได้แก่ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บแล็ป  เป็นต้น
            สำหรับสื่อสมัยเก่าหรือสื่อที่ยังคงใช้กันมาอย่างยาวนาน ก็เป็นสื่อที่ต้องใช้อยู่ อันได้แก่ วิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ
            ดังนั้นนักประชาสัมพันธ์จึงควรต้องมีการผสมสื่อต่างๆ เพื่อให้งานประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพมากที่สุด
            เราจะได้ข่าวมาอย่างไร  เราสามารถได้ข่าวมาจากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น การสัมภาษณ์ผู้บริหาร การสัมภาษณ์ลูกค้า การสัมภาษณ์พนักงาน การไปดูสถานที่ผลิต  ที่จำหน่ายจริงๆ  หลังจากได้ข่าวมานักประชาสัมพันธ์จะต้อง เขียนข่าวแจก  เขียนบทความ  เขียนจดหมายข่าว และทำการเผยแพร่ บางกรณีอาจจะพานักข่าวไปพบแหล่งข่าวด้วย เช่นพานักข่าวไปเข้าพบผู้บริหาร พานักข่าวเข้าเยี่ยมชมโรงงาน
            ฉะนั้น คนทำงานด้านประชาสัมพันธ์จึงต้องมีมนุษยสัมพันธ์โดยเฉพาะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีนักข่าว กับแหล่งข่าว

            ทำงานอะไรก็ต้องมีการจัดการที่ดี งานประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน ควรมีการจัดการที่ดี กล่าวคือ ต้องมีการวางแผนงาน  ต้องมีการจัดคนให้ถูกต้องกับงาน ต้องมีการสั่งการ และต้องมีการประเมินผลงานที่ได้ทำ จึงจะทำให้งานประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

เป้าหมายกับความฝัน และนักขาย

นักขายต้องมีเป้าหมายและมีความฝัน
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก  นักพูดและนักเขียน
            ถ้าเรามีโอกาสไปศึกษาหรืออ่านประวัตินักขายที่สำคัญๆ ในระดับประเทศหรือในระดับโลก เราจะพบว่า นักขายเหล่านั้นมีคุณสมบัติหลายอย่าง แต่นักขายที่ประสบความสำเร็จทุกๆคนมีเหมือนกันก็คือ เรื่องของการตั้งเป้าหมายหรือทุกคนมีความฝัน
            ความฝันหรือเป้าหมายคือพลัง   ถ้านักขายคนหนึ่งขาดซึ่งเป้าหมายหรือความฝัน พวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีพลังและจะไม่มีความหวัง
            ดังนั้น ถ้าใครต้องการประสบสำเร็จในชีวิตการขาย ก็จะต้องมีเป้าหมายและความฝัน
            การเดินเรือจะต้องมีเข็มทิศ  การดำเนินชีวิตจะต้องมีเป้าหมายหรือความฝัน
            ท่านจะต้องเป้าหมายในการขายเป็นรายปี  รายเดือน รายสัปดาห์หรือรายวัน
            ท่านจะต้องมีความฝันว่าท่านจะซื้อบ้านใหม่ รถใหม่ มีความฝันว่าจะพาคุณพ่อคุณแม่หรือครอบครัวท่องเที่ยว หรือฝันถึงความสะดวกสบาย หรือแม้กระทั่งฝันว่าตนเองจะต้องมีอิสรภาพทางการเงิน
การสร้างความฝันที่ดีควรทำให้เห็นภาพ  ดังนั้นจงเขียนเป้าหมายเป็นตัวเลขไว้ในสมุดวางแผนงาน จงตัดภาพรถใหม่ บ้านใหม่ ภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่ตนเองอยากไปลงในสมุดวางแผนงานแล้วดูมันบ่อยๆ ทบทวนมันบ่อยๆ
ที่สำคัญ ถ้าคุณมีความฝัน มีเป้าหมายจงสนุกกับมัน  อย่าขายไปด้วยความเครียด เพราะถ้าท่านทำงานขายด้วยความเครียด คุณจะรู้สึกกดดันตนเอง   คุณจงไปพบลูกค้า หรือพบผู้มุ่งหวัง  จงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด จงออกไปเลย  ไปคุยลูกค้าเลย   ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ  คุณอย่าไปสนใจ หน้าที่คุณคือ ไปขาย ไปสร้างเครือข่าย(สำหรับงานขาย MLM) ได้หรือไม่ได้ ไม่เป็นไร   คุณไปให้ประโยชน์แก่ลูกค้า  คุณไปสร้างเครือข่ายไว้ก่อน สร้างไว้ สร้างไว้ แล้วเมื่อถึงเวลาที่มันสุกงอมมันมาเองมันได้เอง ทำไมคุณไม่คิดแบบนี้
            สุดท้ายนี้ขอฝากบทกลอนของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ทุกคน
มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย             คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า
เม็ดทรายแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา          คนจะกล้าก็เพราะผ่านการอดทน
ถ้ามือเราแบวางอยู่อย่างนี้             โลกจะหยุดอยู่กับที่ทุกแห่งหน

แต่ถ้ามือกำหมัดในบัดดล             โลกจะหมุนเริ่มต้นตามมือเรา

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

การสื่อสารสำหรับข้าราชการ

                                                             การสื่อสารสำหรับข้าราชการ
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                ข้าราชการถือว่าเป็นบุคลากรขององค์กรของรัฐที่มีจำนวนมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอกชน ธนาคาร ซึ่งในแต่ละปี รัฐจะรับข้าราชการใหม่เข้ามาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งเกิดจากการ  ตาย  การลาออก  การถูกไล่ออก  การเกษียณอายุราชการและ การโอนย้ายตำแหน่งต่างๆของข้าราชการเก่า
                ข้าราชการ จึงเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญ เป็นพลังให้หน่วยงานราชการทำงานได้อย่างรวดเร็ว            และมีประสิทธิภาพ แต่ในการทำงานทุกอย่าง ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ย่อมมีปัญหา ไม่เว้นแต่ในองค์กรของรัฐเองก็เกิดปัญหาในการทำงาน ซึ่งปัญหามีอยู่หลากหลายที่ข้าราชการจะต้องเจอ แต่มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับข้าราชกา ทุกหน่วยงาน ที่ต้องพบเจอปัญหานี้ คือ ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารกับประชาชาที่มาติดต่อกับหน่วยงานซึ่งข้าราชการจำเป็นจะต้องเรียนรู้และปรับปรุงแก้ไข
                อันดับแรกการที่เราจะเข้าใจปัญหาด้านการสื่อสารเราต้องเข้าใจคำว่า “องค์ประกอบของการสื่อสาร” เสียก่อน ซึ่งองค์ประกอบของการสื่อสารได้แก่ 1.1.ผู้ส่งสาร 1.2.สาร 1.3.สื่อหรือช่องทาง 1.4.ผู้รับสาร 1.5.ข้อมูลป้อนกลับ
                กระผมขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ 1.1.ผู้ส่งสาร(อาจเป็นข้าราชการ ,ผู้บริหาร,เพื่อนร่วมงาน)                   1.2.สาร(คือ นโยบาย คำสั่ง จดหมาย สิ่งที่ต้องการชี้แจ้ง) 1.3.สื่อหรือช่องทาง(อาจจะส่งผ่านจดหมาย             อีเล็คโทนิค   E-mail , พูดผ่านไมโครโฟน , ผ่านจดหมายเปิดผนึก , ผ่านจดหมายข่าวขององค์กร,ผ่านการประชุม)    1.4.ผู้รับสาร(อาจเป็นผู้บริหาร,เพื่อนร่วมงาน,ข้าราชการ) 1.5.ข้อมูลป้อนกลับ(คือกริยา  การตอบสนองซึ่งแสดงถึงความเข้าใจ ความไม่เข้าใจ ความเข้าใจที่ผิดพลาด คาดเคลื่อน)
                ตัวอย่าง เช่น จากเรื่องเล่าในเนื้อเพลง ผู้ใหญ่ลี
“ พศ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมาทางการเขาสั่งมาว่า ทางการเขาสั่งมาว่าให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงสุกรฝ่ายตาสีหัวคลอน ถามว่าสุกรนั้นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา”
จากเนื้อเพลงข้างต้น จะสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารระหว่างข้าราชการหรือทางการกับชาวบ้าน ที่มีความผิดพลาด มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เราสามารถนำมาวิเคราะห์โดยผ่าน กระบวนการสื่อสาร ว่า เกิดความผิดพลาดตรงไหน อย่างไร กระบวนการสื่อสาร มีดังนี้
1 ผู้ส่งสาร 2 สาร 3 สื่อหรือช่องทาง 4 ผู้รับสาร
1 ผู้ส่งสาร คือ ข้าราชการ ผู้รับนโยบาย จากรัฐบาล มาส่งต่อให้กับผู้นำชุมชน
2 สาร คือ การส่งเสริมให้ชาวนาและเกษตรกร เลี้ยงเป็ดและ สุกร(หมู)
3 สื่อหรือช่องทาง คือ การประชุม การใช้ไมโครโฟนพูดในที่ประชุม
4 ผู้รับสาร คือ ผู้ใหญ่ลี
5.ข้อมูลป้อนกลับ(คือกริยา การตอบสนองซึ่งแสดงถึงความไม่เข้าใจ ความเข้าใจที่ผิดพลาด คาดเคลื่อน คือผู้ใหญ่ลีเข้าใจผิด คิดว่า คำว่าสุกร หมายถึง หมาน้อย)
จากกรณีศึกษาข้างนี้ เราจะแก้ไขอย่างไร...ให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดหรือไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น...
ข้อที่ 1 ผู้ส่งสาร ควรเปิดโอกาสให้มีการซักถาม ปัญหา หรือความไม่เข้าใจต่างๆ จากผู้รับสาร
ข้อที่ 2 สาร ผู้ส่งสารได้ใช้ภาษาราชการ ซึ่งมาจากส่วนกลาง เพราะในยุคนั้นชาวบ้านหรือผู้นำท้องถิ่นมักจะ คุ้นเคยกับภาษาท้องถิ่น(หมู)มากกว่าภาษาจากส่วนกลาง(สุกร) เพื่อลดความผิดพลาด ควรใช้ภาษาท้องถิ่น หรือภาษาที่ชาวบ้านใช้ในท้องถิ่นนั้นๆ สื่อสารจะเกิด ประสิทธิภาพ มากขึ้น
ข้อ 3 ผู้รับสาร คือผู้ใหญ่ลี เมื่อเกิดความไม่เข้าใจ หรือข้อสงสัย ก็ควรสอบถาม ข้าราชการ หรือทางการ               ที่ส่งสาร หรือข้อมูล
                สำหรับวิธีการการสื่อสารที่สำคัญๆและใช้เป็นประจำในหน่วยงานราชการคือ
                1.การสื่อสารด้วยวาจา(ภาษาพูด) เป็นการสื่อสารและการนำเสนอที่มีความสำคัญ มีความง่าย                ซึ่งข้าราชาการเมื่อเข้าไปทำงานก็จะใช้คำพูดและการพูดมากกว่า 70 % ในแต่ละวัน ซึ่งการพูดในที่ทำงานจะต้องมีทักษะในการฟัง ในการสนทนา กล่าวคือจะทำอย่างไรให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ เกิดความรับรู้ที่ตรงกับความคิดของผู้พูดที่ต้องการ ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเพราะถ้าเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดความเสียหายขึ้น
                2.การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร(ภาษาเขียน) เป็นการสื่อสารที่ใช้น้อยกว่าการพูด เป็นอันมาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร(ภาษาเขียน)มักจะต้องมีการเขียนในรูปแบบทางการ  
อีกทั้งการสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษรมีข้อดีหลายๆอย่าง เช่น เป็นหลักฐานในการอ้างอิงต่างๆได้หรือ เป็นคำสั่งที่มีหลักฐานผูกมัดได้ ซึ่งไม่เหมือนกับการสื่อสารด้วยวาจา เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะลืมได้ แต่ถ้ามีลายเซ็นต์หรือลายลักษณ์อักษร ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้
3. การสื่อสารด้วยกริยาท่าทาง (ภาษากาย)  เป็นการสื่อสารด้วยท่าของเรา ซึ่งการแสดงออกท่าทางจะเป็นการสื่อความหมายให้แก่บุคคลอื่นๆได้รับรู้ การสื่อสารทางท่าทางจะบอกอะไรบ้างอย่างกับผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย
ฉะนั้น บุคคลที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการ ควรที่จะได้มีการฝึกฝน พัฒนาการสื่อสาร ไม่ว่าจะใช้วิธีการพูด วิธีการเขียน และวิธีการใช้ภาษากาย ด้วย จึงจะทำให้เกิดความก้าวหน้าในอาชีพและหน้าที่การงาน





วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย

อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
มีคนกล่าวไว้ว่า การแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ใครมีเงินทุนเป็นจำนวนมาก ใครที่ทำธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็ก  การทำธุรกิจจึงเปรียบเสมือน ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก แต่ในทางกลับกัน ปลาตัวเล็กก็ได้เปรียบปลาตัวใหญ่ คือ ปลาตัวเล็กว่ายน้ำได้ไวกว่า
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน หากว่าคุณเป็นปลาตัวเล็ก หรือทำธุรกิจขนาดเล็ก คุณสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน บริษัทแอปเปิ้ล ของสตีฟ จอบส์ ในอดีตเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ เมื่อเทียบกับบริษัท IBM ในอดีต แต่บริษัทเล็กๆของสตีฟ จอบส์ ก็สามารถเอาชนะ บริษัท IBM ได้ ก็เพราะการสร้างไอเดียแปลกๆใหม่ๆ เข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ วงการโทรศัพท์มือถือ ดังเราจะเห็นได้จากสินค้าตระกูล I ( Ipad Iphone Ipod Itune)
การสร้างไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ  ในโลกของการแข่งขันทางการตลาดในยุคปัจจุบัน ไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ มีความสำคัญมาก เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นโลกของการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ผู้ที่สามารถนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักและไอเดียนั้นเป็นที่ยอมรับ เขาผู้นั้นมักจะเป็นผู้ที่ชนะ
                เราจะสังเกตได้จากวงการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนขนาดใหญ่ อีกทั้งเป็นตัวกลางที่ใช้สื่อเพื่อนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การโฆษณาในโทรทัศน์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีโฆษณาใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน
ในอุตสหกรรมวงการโฆษณาจะเริ่มจากการซื้อโฆษณาในโทรทัศน์ เพื่อนำเสนอขายสินค้าตอนช่วงละคร ช่วงรายการเกมส์โชว์ซึ่งเป็นช่วงที่ขัดจังหวะการชมรายการนั้นๆอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว ก็จะเกิดกำไร แล้วจึงนำเงินเหล่านั้นมาซื้อโฆษณาเพิ่มอีก
เช่นกันสินค้าต่างๆประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการออกแบบตัวสินค้า ตัวบรรจุภัณฑ์  หากว่าสินค้ามีความเหมือนกัน ลูกค้าก็มักจะไม่มีความสนใจ ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราขับรถไปต่างจังหวัดเราเห็น ควายแต่ละตัว เหมือนกัน เราก็มักจะขับรถผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้าควายตัวนั้น มีสีม่วง มันก็อาจจูงใจให้เราจอดรถพักเพื่อมอง ควายสีม่วงตัวนั้น แต่ถ้าในอนาคตควายมีสีม่วงมีเป็นจำนวนมาก เราก็อาจจะเบื่อแล้วไม่สนใจมันอีกต่อไป
ตัวสินค้าก็เช่นกัน สินค้าตัวไหนมีไอเดียแปลกใหม่ เมื่อเข้าตลาดก็มักจะติดอันดับยอดขายอันดับต้นๆของวงการเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายก็จะลดลง เพราะสินค้าที่ออกใหม่ๆ จะมีความสด ความใหม่ ความทันสมัย ความเท่ห์  ซึ่งสินค้าที่ออกใหม่ส่วนใหญ่ เตะตา จนลูกค้าต้องสนใจ ลูกค้าบางคนถึงกับอุทาน  “ โอ้...สินค้าแบบนี้มีด้วยหรือ”
แม้แต่การโฆษณาใน Facebook หรือใน Line ก็เช่นกันก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการโฆษณา ไม่ใช่การนำเสนอขายไปแบบตรงๆ แต่ต้องมีไอเดียในการโฆษณา เช่น รับจัดทัวร์ไปเที่ยวฮ่องกง ลูกค้าก็มักจะไม่สนใจ แต่ถ้าเราสื่อสารให้เขารู้ว่า เขาจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้าง ลูกค้าก็มักจะมีความสนใจมากกว่า ตัวอย่าง “ ช่วง กันยายนนี้ ไปทัวร์ฮ่องกงกับเราสินค้าแบรนด์เนม ลดราคาทั้งเกาะฮ่องกง” เป็นต้น
ไอเดียในการสร้างสินค้าให้ออกมาแปลกๆใหม่ๆก็มีความสำคัญ สินค้าประเภทสบู่ ถ้าเราเข้าไปซื้อสบู่ตามห้างสรรพสินค้า เราก็จะเห็นสบู่มีรูปลักษณะทั่วๆไป กลม สี่เหลี่ยม แต่ในยุคปัจจุบันถ้าเราสร้างสรรค์ไอเดียแปลกๆใหม่ๆ สบู่อาจจะเป็นรูปผลไม้ต่างๆ เช่น รูปมะม่วง รูปทุเรียน รูปมังคุด รูปแอปเปิ้ล ฯลฯ
สำหรับกระบวนการจัดการกับไอเดีย
1.ถ้าเกิดไอเดีย เราควรจดหรือร่างไอเดียนั้นๆ ลงในสมุดหรือจะวาดเป็นภาพได้ยิ่งดี
2.เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของไอเดียว่าเราสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปได้บ้าง ควรปรับไอเดียหรือแก้ไขอย่างไรให้มันดีขึ้น
3.เราต้องมีการวางแผนในการทำไอเดียของเราให้ออกมาเป็นรูปธรรม โดยมีการวางแผนเป็นขั้น เป็นตอน และวิธีการต่างๆที่จะนำไอเดียไปใช้จริงๆได้
4.เราต้องมีการนำเสนอไอเดีย ออกมาคือ นำไปใช้นั้นเอง เราต้องมีเทคนิคในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อว่า ไอเดียของเราดีจริง
5.เราต้องมีการปรับปรุงแก้ไขไอเดีย เมื่อเรานำเอาไอเดียไปใช้จริง มีการนำเสนอไอเดียแล้ว ถ้าเกิดผลออกมาไม่ดี  เราก็ควรนำเอาไอเดียนั้นมา พัฒนา แก้ไข เพื่อนำเอาไปต่อยอด และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ต่อไป
สำหรับการคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก กล่าวคือ เราต้องเป็นคนที่สนใจเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องออกไปเยี่ยมชมงานโชว์งานการแสดงต่างๆในวงการที่เราสนใจ เราต้องหาหนังสือต่างๆที่เกี่ยวข้องมาอ่าน เราต้องทำความรู้จักกับคนในวงการเดียวกันเพื่อสอบถามเพื่อหาข้อมูลเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต
ดังนั้น การสร้างไอเดียใหม่ๆจึงมีความสำคัญ หลายคนได้นำเอาไอเดียของคนอื่นมาปรับเปลี่ยนเพียงแค่เล็กน้อยแล้วสร้างความแตกต่างก็สามารถสร้างเงินได้อย่างมากมายมหาศาล

ฉะนั้น ในโลกของการแข่งขันในยุคนี้ เป็นโลกทุนนิยมเสรี ใครสามารถมีและสร้างไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ใครสามารถนำเอาไอเดียไปใช้ได้ก่อนคนอื่นๆ ใครสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการตลาดอยู่ตลอดเวลา ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ขายแต่ของเก่าๆ ไม่ยอมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อย่างแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีพูดให้ชนะใจคน

วิธีพูดให้ชนะใจคน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ , อับราฮัม ลินคอล์ค , มุสโสลินี, ธีโอโดร์ โรสเวลต์ , จอห์น เอฟ.เคเนดี(JFK),เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลส์ , สตีฟ จอบส์ , นายควง อภัยวงศ์ , จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์       บุคคลเหล่านี้เป็นตัวอย่างได้อย่างดีในเรื่องของการพูดชนะใจคน เพราะบุคคลเหล่านี้ สามารถพูดเอาชนะใจคนภายในประเทศหรือบางคนสามารถพูดเอาชนะใจคนทั่วโลกได้
                บุคคลที่จะสามารถพูดเอาชนะใจคนได้ บุคคลนั้นต้องมีองค์ประกอบอยู่หลายอย่าง เช่น
1.มีความเชื่อมั่นในตนเอง บุคคลหลายคนอาจมีความรู้สูง มีพรสวรรค์ มีฐานะชาติกำเนิดที่ดี แต่บุคคลนั้นหากขาดซึ่งความเชื่อมั่น เขาไม่สามารถพูดเอาชนะใจใครได้เลย เพราะการที่จะให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในตัวเรา ตัวเราจะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองเสียก่อน ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองในการพูด เราคงต้องอาศัยเรื่องของการเตรียมตัว (เตรียมเนื้อหา เตรียมการพูด เตรียมตัวอย่าง เตรียมข้อมูลหลักฐาน มีการวิเคราะห์ผู้ฟัง มีการฝึกซ้อม ฝึกฝนการพูดอยู่เสมอ มีการอ่าน การฟัง ศึกษาหาความรู้อยู่เป็นนิจ )
2.มีจินตนาการ บุคคลที่จะสามารถพูดให้ชนะใจคนได้ บุคคลนั้นมักจะต้องมีจินตนาการ สมัยมุสโสลินี มีชีวิตอยู่ มีคนเคยเห็นมุสโสลินีเอามือเกาะหน้าต่าง แล้วมองท้องฟ้าสีครามอยู่เป็นเวลานานๆ หรือ สมัยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังมีชีวิตอยู่ มีคนเคยเห็นเขาชอบเหม่อมองทิวทัศน์ธรรมชาติ เป็นเวลานานๆ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เขากำลังสร้างจินตนาการในทางการพูดของเขาต่อคนภายในประเทศ จินตนาการจึงเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าท่านจะเป็นนักบรรยาย นักพูด วิทยากร นักโต้วาที นักอบรมสัมมนา นักจัดรายการ ฯลฯ หากขาดซึ่งจินตนาการเสียแล้ว ท่านมักไปไม่ได้ไกล
3.มีความตั้งใจอย่างแรงกล้า บุคคลที่อยากจะเป็นนักพูดที่ชนะใจคน บุคคลนั้นจะต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเสียก่อน เขาจะต้องมีความทะเยอทะยาน เขาจะต้องมีความมุ่งมั่น จิตใจจะต้องจดจ่ออยู่กับการพูด อีกทั้งเขาได้เห็นความสำคัญของการพูดของเขาในแต่ละครั้ง เขาจึงพัฒนาอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง
4.มีศิลปะ  อันที่จริงแล้ว การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ  แต่บุคคลที่พูดเก่งมักจะมีการใช้ศิลปะที่เหนือชั้นกว่าบุคคลอื่นๆ ศาสตร์ท่านสามารถหาอ่านได้จาก ตำรา หนังสือ ฟังเทป ฟังวิชาการต่างๆ หรือเข้าไปอบรมเพื่อเอาความรู้ แต่ศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างผู้ที่เป็นนักพูดในแต่ละบุคคล
5.มีความเป็นอัจฉริยะ อัจฉริยะในที่นี้หมายถึง บุคคลนั้นจะต้องมีความกระหายอยากรู้เรื่องราวต่างๆที่สามารถนำไปพูดได้อย่างแรงกล้า อีกทั้งต้องทำการศึกษาเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง และมีคุณลักษณะความทรงจำที่สูง มีสมาธิสูง มีความกล้าหาญในการแสดงการพูด
6.มีการ ฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน บุคคลนั้นจะต้องมีการฝึกฝนตนเองอยู่เป็นนิจ หาเวทีในการแสดงการพูดให้แก่ตนเอง หากไม่มีเวที ก็ต้องมีการฝึกฝนด้วยตนเอง บุคคลที่เป็นนักพูดชนะใจระดับโลก มีการฝึกฝนการพูดด้วยตนเองตามชายหาดทะเลบ้าง  ฝึกฝนการพูดด้วยตนเองระหว่างเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ บ้าง

                ดังนั้น ปัจจัยข้างต้นจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ของการพูดให้ชนะใจคน ซึ่งบุคคลใดต้องการพูดให้ชนะใจจึงต้องนำหลักการข้างต้นไปใช้และนำไปฝึกปฏิบัติ ก็จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดที่ชนะใจคน 

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การพูดเชิงบวก


การพูดเชิงบวก

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                การพูดเชิงบวกมีความสำคัญพอๆกับการคิดเชิงบวก เพราะคนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่คิดบวกมากกว่าเป็นคนที่คิดลบ และ คนที่ประสบความสำเร็จมักพูดเชิงบวกหรือพูดในแง่ดี มากกว่า การพูดลบหรือพูดในแง่ร้าย

                โดยปกติแล้ว คนที่ชอบพูดเชิงบวก มักเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเคารพตนเอง มีความยืดหยุ่น ซึ่งตรงกันข้ามกับคนชอบพูดเชิงลบ มักเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความเคารพนับถือตนเอง และขาดความยืดหยุ่น

                สำหรับคนที่ต้องการเป็นคนพูดบวก ควรหัดเป็นคนคิดบวกด้วย เนื่องจากความคิดเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ อีกทั้งความคิดเป็นตัวการกำหนดการกระทำ รวมทั้งคำพูดด้วย ดังนั้น หากท่านต้องการพูดเชิงบวก ท่านจึงต้องพยายามพัฒนาความคิดให้เป็นไปในเชิงบวกด้วย

                ความคิดเชิงลบและการพูดเชิงลบที่มักพบเห็นกันบ่อยๆ ได้แก่

1.การคิดแบบสุดโต่ง กล่าวคือ เป็นความคิดที่ ไม่ยืดหยุ่น มักมองอะไรเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็มองเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นหากดีก็ต้องดีสมบูรณ์แบบ(100 เปอร์เซ็นต์) หากไม่ดีก็ล้มเหลว(0 เปอร์เซ็นต์) เช่นความคิดลบหรือคำพูดเชิงลบ ก็จะออกมาในลักษณะ ฉันล้มเหลว ฉันสู้คนอื่นเขาไม่ได้ ฉันโง่เอง ฉันมันไม่ดี เป็นต้น

2.การคิดแบบคิดไปก่อน การคิดแบบนี้ มักคิดว่า อะไรที่มันร้ายๆที่เคยเกิดขึ้นแล้ว มักเกิดขึ้นอีก คำพูดเชิงลบของคนที่คิดแบบนี้ ก็มักจะเป็นคำพูดที่ว่า “ ฉันทำน้ำหกแต่เช้า วันนี้คงต้องซวยกันทั้งวัน ” หรือ “ รถเสียแต่เช้า วันนี้คงต้องมีเรื่องร้ายเข้ามาแน่นอน”

3.การคิดแบบชอบโทษตัวเอง การคิดแบบนี้ มักจะเอาตัวเองไปเชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆซึ่งบางอย่างอาจจะเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือบางเรื่องอาจไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แล้วคิดมากจนเกินไปจนตนเองเกิดความรู้สึกต้องรับผิดชอบ ทำให้เกิดความละอาย ความสิ้นหวัง ท้อแท้ คนที่คิดแบบนี้มักใช้คำพูดที่ว่า “ ฉันมันไม่ดีจริงๆ เขาถึงทอดทิ้งฉันไป” หรือ “ถ้าฉันเรียนคณะอื่น มหาวิทยาลัยอื่น ฉันคงไม่เสียใจหรือซวยขนาดนี้”

                สำหรับเทคนิคในการสร้างตนเองให้มีคำพูดเชิงบวก ได้แก่

1.มีความเชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ อีกทั้งต้อง คิดดี ทำดี แล้วคำพูดก็มักจะออกมาในแนวทางเดียวกัน กล่าวคือ พูดดีหรือพูดเชิงบวกด้วย

2.แปลงขยะเป็นทองคำ กล่าวคือ นำสิ่งที่ร้ายหรือไม่ก่อประโยชน์ ให้กลับกลายเป็นดี เช่น เมื่อเจองานหนักๆ หรือถูกเจ้านายกลั่นแกล้ง ก็ขอให้คิดเสียใหม่ว่า นี่คือบททดสอบว่าเราเป็น “มืออาชีพหรือไม่” หรือ สิ่งเหล่านี้จะฝึกให้เราเป็นมืออาชีพในอนาคต

3.หมั่นให้กำลังใจตนเอง ด้วยการฝึก  พูดบวกกับตนเอง ให้บวกยิ่งขึ้น มีนักวิจัยเคยวิจัยว่า อะไรก็ตาม หากว่า เราทำซ้ำๆกันให้ได้ 21 วัน วันที่ 22 เราก็มักจะมีนิสัยดังกล่าว เช่น หากเราหมั่นพูดเชิงบวกกับตัวเอง บ่อยๆ เราก็จะเกิดเป็นนิสัยขึ้นมาได้ เช่น ฉันมีพลัง ฉันมีความเชื่อมั่น ฉันทำได้ ฉันเก่งที่สุด ฉันสุดยอด ฉันสุขภาพดี ฉันยอดเยี่ยม ฉันวิเศษสุดๆ เป็นต้น

                ดังนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เป็นคนพูดเชิงบวก ท่านควรฝึกความคิดบวกและการกระทำที่บวกไปด้วย เนื่องจากมันมีความสัมพันธ์กัน อีกอย่างสิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านควรฝึกฝนด้วยความมุ่งมั่น จนเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวท่าน ขอให้ทุกท่าน ประสบความสำเร็จดังที่ใจปรารถนาทุกประการ

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ


เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                                อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพที่มีความน่าสนใจ และเหมาะกับคนที่ชื่นชอบอิสรภาพ เพราะไม่ต้องไปทำงานเป็นเวลาเหมือนเช่นงานประจำ แต่เราสามารถบริหารเวลาได้เอง อีกทั้งมีรายได้ที่ไม่จำกัดจำนวนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของวิทยากรแต่ละบุคคล แล้วเราจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้อย่างไรกัน กระผมขอแนะนำดังนี้
                1.ท่านต้องเริ่มต้นที่ความรักครับ คนเราหากมีความรัก ความชอบ ในอาชีพที่ตนเองทำ เขาคนนั้นมักจะทุ่มเท เวลา กำลังความสามารถต่างๆ แก่งานนั้น ถึงแม้งานนั้นจะพบกับความลำบากเขาก็มักจะมีความอดทนที่สูงกว่าการทำงานในงานที่ตนเองไม่รัก การเป็นวิทยากรก็เช่นกัน กระผมอยากให้ท่านเริ่มต้นที่ความรัก ความชอบ ความอยากที่จะเป็นวิทยากร อยากที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลต่างๆ
                2.ท่านจะต้องมีความกล้า เมื่อมีความรักในงานวิทยากรแล้ว ขั้นต่อไปท่านจะต้องมีความกล้า ท่านต้องกล้าที่จะขึ้นไปพูดบนเวที ท่านพร้อมที่จะกล้าเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองเสมอ เพราะบางคนมีความรู้มาก มีปัญญามาก แต่หัวใจเท่าหัวไม้ขีดไฟ กล่าวคือ ใจไม่ถึง ใจเล็ก  เวลาที่ถูกเชิญให้ไปพูด ในหัวข้อต่างๆ บางคนมีความรู้มากกว่าอีกคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่าขาดซึ่งความกล้า เลยตอบปฏิเสธ แต่คนที่มีความกล้ายอมได้เปรียบ เพราะจะทำให้เขาเกิดประสบการณ์ในการพูดในหัวข้อนั้นๆมากขึ้น ถึงแม้เขาจะมีความรู้น้อยกว่าวิทยากรคนอื่น แต่ถ้าเขามีความกล้า เขาก็สามารถไปได้ไกลกว่า
                3.ท่านจะต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะการเตรียมตัวจะเป็นตัววัดความสามารถระหว่างมือสมัครกับมืออาชีพ เช่น ท่านจะต้องเตรียมข้อมูลในการพูด ถ้าจะให้ดีท่านต้องเตรียมข้อมูลให้มากถึง 10 เท่าของข้อมูลที่ท่านจะนำไปพูด  ท่านจะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการพูด ท่านจะต้องเตรียมการนำเสนอให้ดี
                4.ท่านจะต้องเรียนรู้ ฝึกฝน การเป็นวิทยากรมืออาชีพมักขึ้นอยู่กับทักษะหรือประสบการณ์ กล่าวคือ เมื่อท่านถูกเชิญไปพูดบ่อยๆ ท่านก็จะเกิดทักษะ ท่านจะเกิดความชำนาญ ท่านจะรู้ว่า ควรจะพูดอย่างไร ผู้ฟังถึงสนใจ ท่านจะเกิดไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาต่างๆในระหว่างการบรรยาย เช่น เวลาไฟดับ หรือ อุปกรณ์ไม่พอ หรือ ห้องบรรยายเล็กจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้แล้วท่านควรจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร  วิทยากรมืออาชีพมักจะรู้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่าวิทยากรมือสมัครเล่น สาเหตุก็เนื่องมาจาก วิทยากรมืออาชีพเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนนั่นเอง
                5.ท่านจะต้องอดทน การจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้นั้น ท่านจะต้องเป็นคนที่ต้องอดทน ไม่ว่าจะต้องอดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อการถูกดูถูกเหยียดหยาม อดทนต่อการวิจารณ์ต่างๆ อีกทั้งการจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้นั้น ท่านจะต้องใช้เวลานานพอสมควร ไม่ใช่วิทยากรแค่ 1-2 ปี แล้วไม่อดทน แล้วล้มเลิก คือ เปลี่ยนแปลงอาชีพอื่น  อย่างนี้ก็คงเป็นวิทยากรมืออาชีพได้ยาก เพราะวิทยากรมืออาชีพบางคนต้องใช้เวลาถึง 10-20 ปี ในเส้นทางดังกล่าว หากท่านใช้เวลาแค่ 1-2 ปี ท่านมีความอดทนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวิทยากรมืออาชีพเหล่านั้น
                6.ท่านจะต้องมีจรรยาบรรณ หรือ มาตรฐานความประพฤติ อาชีพวิทยากรถึงแม้จะเป็นอาชีพอิสระก็จริงอยู่ แต่วิทยากรมืออาชีพจะต้องเป็นคนที่มีจรรยาบรรณ เช่น เมื่อนัดวันเวลาที่จะไปบรรยายแล้ว วิทยากรต้องรับผิดชอบต่อการนัดหมายนั้น นอกจากเหตุสุดวิสัยจริงๆ อาจมอบให้วิทยากรท่านอื่นหรือให้ท่านผู้จัดงานหาวิทยากรแทน, ไม่เห็นแก่เงินหรือรายได้จนเกินไป วิทยากรบางท่านเมื่อนัดรับงานแล้ว แต่ปรากฏว่าอีกงานหนึ่งให้รายได้มากกว่างานแรก จึงไม่ยอมไปงานแรก อย่างนี้ก็ไม่ควรทำ  เป็นต้น
                ดังนั้น ปัจจัยข้างต้นนี้ เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างวิทยากรมือสมัครเล่นกับวิทยากรมืออาชีพ แล้วท่านละ หากท่านอยากที่จะเดินบนเส้นทางวิทยากร ท่านจะเป็นมือสมัครหรือมืออาชีพ หากท่านต้องการเป็นมืออาชีพ ปัจจัยข้างต้นสามารถช่วยท่านได้อย่างแน่นอน