วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

จะพูดให้ได้ดีต้องมีเครื่องปรุง

จะพูดให้ได้ดีต้องมีเครื่องปรุง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ศิลปะการพูดก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับศิลปะการทำอาหาร กล่าวคือ เมื่อเรามีข้อมูลในการพูดหรือวัตถุดิบที่จะทำอาหารแล้ว แต่การที่จะปรุงอาหารให้อร่อย เราคงต้องอาศัยเครี่องปรุงที่ดี การพูดก็เช่นกัน ควรมีเครื่องปรุงเพื่อให้การพูดออกมามีความสนุกสนาน ชวนติดตาม ไม่น่าเบื่อ ซึ่งเครื่องปรุงที่ดีในการพูดมีดังนี้
1.               มีคำคม สุภาษิต  คำพังเพย ของนักปราชญ์ อันว่า คำคม สุภาษิต คำพังเพย เป็นคำสั้นๆ แต่กินใจความหรือสามารถขยายความไปได้มาก เมื่อฟังแล้วนำไปคิดยิ่งเห็นจริงเห็นจังกับคำคม สุภาษิต คำพังเพย นั้น
2.               เรื่องราวที่ตลก ขบขัน ชวนฟังทำให้การพูดของเราดู สนุก ไม่เครียดจนเกินไป ทำให้บรรยากาศในการพูดดีขึ้น การใช้เรื่องราวที่ตลก ขบขัน ที่ดีต้องให้มีความสัมพันธ์กับเรื่องที่พูด ไม่ควรพูดเรื่องตลก ขบขัน ที่ยาวจนเกินไป จนทำให้เนื้อหาดูน้อยลงไป อีกทั้งไม่ควรพูด ตลก ขบขัน ประเภทสองแง่สองง่าม หรือตลกประเภทลามก เพราะจะทำให้ผู้ฟังขาดเชื่อถือและความศรัทธาในตัวผู้พูดได้
3.               นิทาน นิยาย ละคร ที่ผู้ฟังสนใจ  จะทำให้เกิดความใกล้ชิด ความสนใจ ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง และถ้าเป็นละครทีวีที่ผู้ฟังได้ดูทุกๆวัน ถ้าหากผู้พูดสามารถนำมาพูดประกอบเพื่อเป็นตัวอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดด้วยแล้ว ยิ่งชวนติดตามเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ฟัง  
4.               น้ำเสียง น้ำเสียงในการพูดมีความสำคัญมากต่อความสนใจและความสำเร็จในการพูด น้ำเสียงในการพูดควรมีความหลากหลาย และควรปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ น้ำเสียงมีความสำคัญจนกระทั่งมีคนเขากล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย แต่น้ำเสียงทำให้เกิดความหวั่นไหวขึ้นในหัวใจ”
5.               ภาษาท่าทาง การแสดงสีหน้า ในการพูด  เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงที่จะทำให้การพูดออกมาดี พวกเราหลายคนคงเห็นการแสดงของ นักแสดงตลก ซึ่งบางคนแทบไม่ได้พูดเลย แค่แสดงท่าทาง แสดงสีหน้า ออกมา  คนก็เริ่มหัวเราะกันแล้ว การใช้ ท่าทาง การแสดงสีหน้า จึงเป็นส่วนผสมในการพูดที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพูดแต่ละครั้ง
6.               อารมณ์ของผู้พูด  การพูดที่ดี ผู้พูดต้องมีอารมณ์เดียวกันกับเรื่องที่พูดด้วย จึงจะสามารถทำให้ผู้ฟัง รับรู้ถึงความรู้สึกตามอารมณ์ดังกล่าวของผู้พูด เช่น ถ้าผู้พูดมีอารมณ์เศร้า ไม่สบายใจ แต่ผู้พูดพูดเรื่องตลก หรือ ผู้พูดมีอารมณ์สนุกสนานแต่ไปพูดเรื่องราวที่เศร้า เป็นต้น การไม่ปรับเปลี่ยนอารมณ์ของผู้พูดอาจส่งผลให้การพูดในครั้งนั้นๆไม่ประสบความสำเร็จได้  เพราะบางคนไปพูดในงานศพ แต่พูดไปด้วยอารมณ์ที่สนุกสนาน ก็สืบเนื่องมาจากผู้พูดกำลังมีอารมณ์ที่สนุกสนานอยู่นั้นเอง
7.               จังหวะในการพูด เป็นสิ่งสำคัญ การพูดหากผู้ผิดจังหวะ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จได้ เช่น พูดเรื่อง ตลกขบขัน ผู้พูดดันพูดยังไม่ทันจบเรื่อง แต่ผู้พูดดันหัวเราะเสียเอง  คนก็มักจะไม่หัวเราะหรือถ้าหัวเราะก็อาจจะหัวเราะที่ผู้พูดหัวเราะทำไม หรือ การพูดเรื่องเศร้า แต่ผู้พูดไม่รู้จักจังหวะในการเล่า ไม่รู้จัก การหยุด การเน้น การย้ำ ไม่รู้จักใช้จังหวะในการใช้น้ำเสียงเข้าช่วย ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จในการพูดได้
ปัจจัยข้างต้นนี้ เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงที่จะทำให้ท่านพูดได้ดียิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้ฟังมาก
ขึ้น จงศึกษา เรียนรู้ และใช้มันบ่อยๆ แล้วท่านจะเป็นคนหนึ่ง ที่ผู้ฟังชื่นชอบ ศรัทธา เชื่อถือ เหลื่อมใส จงลงมือทำแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ 

ความน่าเชื่อถือในการพูด

การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ในการพูดแต่ละครั้ง ผู้ฟังมักจะมีความเชื่อถือ ศรัทธาผู้พูดมากน้อยเพียงใด มักขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้ง 3 ปัจจัย ดังนี้
                1.ตัวผู้พูด ตัวผู้พูดสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้โดย
                - .การสร้างบุคลิกภาพ บุคลิกภาพของผู้พูดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเหลื่อมใส ศรัทธา เชื่อถือหรือไม่ เช่น การแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ , การใช้ท่าทางประกอบการพูด , การพูดให้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ ตลอดจนการใช้สายตา น้ำเสียง การเดิน การทรงตัว การใช้ภาษา การแสดงสีหน้า การใช้ไมโครโฟน ฯลฯ
                -  เทคนิคการพูดที่นำเสนอ เช่น พูดให้ผู้ฟังกลัว เมื่อผู้ฟังกลัวผู้ฟังมักจะเชื่อแล้วยอมปฏิบัติตาม , พูดให้ผู้ฟังอยาก เมื่อผู้ฟังมีความอยากแล้วผู้ฟังก็มักจะเชื่อและยอมทำตาม , พูดด้วยความมั่นใจ หากผู้พูดพูดด้วยความไม่มั่นใจเสียแล้ว ผู้ฟังมักจะไม่เชื่อ ฯลฯ
                2.เรื่องที่นำเสนอ เราสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้จากเรื่องที่นำเสนอ ส่วนใหญ่แล้วผู้ฟังมักเชื่อเรื่องที่ผู้พูด พูดนำเสนอ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับผู้ฟัง เช่น เรื่องที่นำเสนอนั้น ผู้ฟังได้ประโยชน์อะไรบ้าง (หาเงินได้มากขึ้น,ประหยัดเวลา,ได้เลื่อนตำแหน่ง,ทำงานได้ดีขึ้น), เรื่องที่นำเสนอนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่(อ้างงานวิจัย ,อ้างกฎหมาย ,อ้างระเบียบ)  , เรื่องที่นำเสนอนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ
                3.เหตุผลที่นำมาประกอบการพูด  ผู้พูดอาจชักจูงใจให้ผู้ฟังเชื่อถือได้ โดยการใช้หลักฐานประกอบ เช่น มีการอ้างอิงตำรา , มีการอ้างอิงสุภาษิต คำพังเพย , มีการอ้างอิงบุคคลสำคัญๆ (พระพุทธเจ้า , นักปราชญ์ , พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , พระเยซู ฯลฯ) , มีการอ้างอิงวัฒนธรรม ประเพณีหรือสิ่งที่ทุกคนให้ความเคารพบูชา  , มีการอ้างอิงผลได้ผลเสียของเรื่องที่นำมาพูด , มีการอ้างอิงประชามติหรือเสียงในที่ประชุม , มีการอ้างอิงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ฯลฯ
                ทั้งการพูดให้ผู้ฟังเชื่ออาจจะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น การจะพูดให้คนอื่นเชื่อ ตัวผู้พูดต้องมีความเชื่อในเรื่องดังกล่าวก่อน ,  การจะพูดให้ผู้ฟังกลุ่มใหญ่ๆ เชื่อ เรื่องของจิตวิทยาฝูงชนมีความสำคัญซึ่งผู้พูดจำเป็นจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติม , ผู้ฟังมักจะฟังหรือเชื่อถือ ผู้พูดที่มียศ มีตำแหน่ง มีหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องที่พูด , ผู้พูดต้องพูดด้วยความจริงใจ พูดด้วยอารมณ์ พูดเข้าไปนั่งในหัวใจผู้ฟัง ฯลฯ
                อีกทั้งยังต้องวิเคราะห์ว่าผู้ฟังคือใคร  นักขาย  เจ้าหน้าที่  อาจารย์  ครู  นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา ฯ,ฯ เพศของผู้ฟังคือใคร ผู้หญิงฟังหรือผู้ชายฟัง  วัยไหน วัยเด็ก  วัยรุ่น  วัยทำงาน วัยชรา , ความเชื่อของผู้ฟัง การนับถือศาสนา , การศึกษา ฐานะ อาชีพ ความสนใจ ของผู้ฟัง
                ท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยบทกลอนของท่านอาจารย์วสันต์  พงศ์สุประดิษฐ์ ว่า
                “ อันจูงวัว   จูงควาย   จูงล่อลา                             หรือจูงม้า  จูงช้าง  ช่างแสนง่าย
                  แค่เอาเชือก  ร้อยวน  สนตะพาย                        จูงสบาย  จะไปไหน  ก็ไปกัน
                แต่จูงคน  จูงยาก   ลำบากเหลือ                            จูงให้เชื่อ   ในวจี   ที่เสกสรร
                พูดจูงใจ   ให้คล้อยตาม  ลำบากครัน                   ต้องเหนือชั้น  วิทยา   วาทะการ ”

เทคนิคในการนำเสนอ

เทคนิคในการนำเสนอ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ในการนำเสนอของแต่ละบุคคลมักมีการนำเสนอที่ไม่เหมือนกัน และมีวิธี มีเทคนิคที่แตกต่างกันไป ในบทความฉบับนี้ เราจะมาพูดถึง วิธีในการนำเสนอ เราสามารถจะนำเสนอโดยวิธีดังต่อไปนี้
                1.เทคนิคสุนทรพจน์ คือ การลำดับเหตุการณ์ เช่น เล่าเรื่องตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปยังอนาคต  หรือ หากต้องการอธิบายประเทศไทย ก็ขอให้ไล่ลำดับตั้งแต่เหนือสุดลงไปยังใต้สุด ข้อควรระวังในการนำเสนอวิธีนี้ คือ ผู้นำเสนอไม่ควรอธิบายแบบไม่เรียงลำดับ กล่าวคือพูดย้อนไปย้อนมา จนผู้ฟังรู้สึกสับสน วกวน จนอยู่ในอาการมึนงง
                2.เทคนิค เปรียบเทียบ  ระหว่างสิ่ง 2 สิ่ง เช่น พวกเราอาจจะเคยไปฟังธุรกิจขายตรง บางยี่ห้อ มักจะมีการนำเสนอสินค้าของตนเอง เปรียบเทียบกับสินค้าของคู่แข่ง ในเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะ ตลอดจนราคา อีกทั้งผู้นำเสนอยังมีการแสดงการสาธิตสินค้าที่เปรียบเทียบให้ผู้ฟังได้เห็นกับตาอีกด้วย
                3.เทคนิค การแสดงปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา เป็นเทคนิคการนำเสนอที่ผู้นำเสนอได้พูดถึงปัญหาเพื่อให้ผู้ฟังเกิดการติดตามรับฟัง การพูดของผู้นำเสนอ แล้วผู้นำเสนอจึงให้ผู้ฟังออกความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหา หรือผู้พูดนำเสนอก็ได้บอกวิธีการแก้ไขปัญหาให้แก้ผู้ฟัง
                4.เทคนิค การจัดหมวดหมู่ การจัดกลุ่มและแบ่งภาค  สำหรับข้อมูลในยุคปัจจบันมีมากมาย การจัดหมวดหมู่ การจัดกลุ่มและแบ่งเป็นภาค จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ในการนำเสนอหากผู้นำเสนอไม่ได้จัดหมวดหมู่ จัดกลุ่มหรือแบ่งเป็นภาคให้กับผู้ฟัง ผู้ฟังอาจจะไม่เข้าใจ แต่หากผู้นำเสนอได้ใช้เทคนิคการจัดหมวดหมู่ การจัดกลุ่มและแบ่งเป็นภาค แล้วก็จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เช่น บริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง มีลูกค้าทั่วประเทศ หากระบุเป็นจังหวัด ก็จะมีมากเกินไป แต่ถ้าเราจัดแบ่งลูกค้าออกเป็น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ก็จะทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้ง่ายและเร็วขึ้น
                5.เทคนิค การใช้ตัวย่อหรือตัวอักษร  นักการตลาดหรือผู้ที่อยู่ในแวดวงการตลาด หากพูดถึง เรื่อง 4P(Product , Price , Place ,Promotion) นักการตลาดก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก ในวงการขาย KASH (K = Knowledge A = Attitude S = Skill  H = Habit ) นักขายหรือคนที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการขายหลายๆท่าน ก็อาจจะเข้าใจ หรือ 5 ส.  (สะอาด , สะสาง , สะดวก , สุขลักษณะ และสร้างนิสัย) บุคคลที่ทำงานหรือบริหารสำนักงานก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก  ฯลฯ
                6.เทคนิค การตั้งคำถาม การตั้งคำถามจะทำให้ผู้ฟังสงสัย แล้วอยากที่จะติดตามฟัง เช่น ท่านเชื่อหรือไม่ ว่าท่านสามารถเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ภายใน 3 เดือน ,  ท่านเชื่อหรือไม่ว่า โลกจะแตกอีก 10 ปี ข้างหน้า , ท่านทราบหรือไม่ว่า ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นต้น
                7.เทคนิค ตัวเลข  การใช้ตัวเลขในการนำเสนอจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังเกิดการติดตามฟัง อีกทั้งยังทำให้ผู้ฟังทราบว่าตอนนี้ตนเองอยู่ ณ เวลาใด เช่น  5 วัน นับตั้งแต่นี้เราทุกคนต้องออกไปเลือกตั้ง  ,  10 ล้านบาทเท่านั้น พวกเราใกล้ความจริงแล้ว เป้าหมายในการขาย 100 ล้านบาท เราเหลือแค่ 10 ล้านบาท เท่านั้น
                8.เทคนิค หาอุปกรณ์ช่วย ในการนำเสนอด้วยการพูดแต่เพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ แต่หากผู้นำเสนอมีอุปกรณ์ช่วย ก็จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้รวดเร็วและเห็นภาพได้ชัดเจน เช่น การสาธิตสินค้า , การให้ทดลองชิมสินค้า , การทดลองให้ขับรถจริงๆ , การให้ผู้ฟังร่วมใช้อุปกรณ์ช่วยเวลาสาธิตสินค้า  เป็นต้น
                เราจะเห็นได้ว่า เทคนิค 8 ประการ ข้างต้น เป็น เทคนิคที่ท่านสามารถนำไปใช้ในการพูดการนำเสนอได้ ส่วนจะใช้เทคนิคใดหรืออาจจะผสมผสานกันมากน้อยแค่ไหน ก็คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้ง ตัวผู้พูด ตัวผู้ฟัง สถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ

การฝึกซ้อมพูด

การฝึกซ้อมพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การฝึกซ้อมพูด มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการพูดแต่ละครั้ง เราคงจะไม่ปฏิเสธว่า นักกีฬามืออาชีพต่างๆ มักมีการฝึกซ้อมฝึกฝนเป็นจำนวนมากก่อนที่จะแข่งขันจริงๆ เพียงหนึ่งถึงสองวัน เช่น นักมวย ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักกว่าจะขึ้นชกชิงแชมป์เพียงแค่วันเดียว , นักวิ่ง ต้องซ้อมวิ่งทุกๆวัน กว่าจะถึงวันแข่งขันการวิ่งซึ่งใช้เวลาในการแข่งขันวันสองวัน เป็นต้น
                การพูดก็เช่นกัน หากผู้พูดต้องการพูดให้ได้ดีในเวลาอยู่บนเวที ผู้พูดจะต้องมีการซ้อมพูดอยู่เสมอ ซึ่งการซ้อมพูดเราสามารถซ้อมพูดได้ดังนี้
                1.การซ้อมพูดกับคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน สำหรับวิธีนี้จะมีคนที่เรารู้จักคุ้นเคยมานั่งฟังเราซ้อม จะมีกี่คนก็ได้ การซ้อมวิธีนี้ เราสามารถมองเห็นกริยาอาการผู้ฟัง ว่ามีความสนใจใส่ใจเรื่องที่เรานำเสนอมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่สำคัญ ก่อนการซ้อม เราควรบอกให้ผู้ฟัง ช่วยเสนอแนะ หรือ แนะนำ เกี่ยวกับการพูดของเราเพื่อนำไปปรับปรุง ก่อนที่จะขึ้นเวทีพูดจริงๆ
                2.การซ้อมพูดใส่ในเทปหรือบันทึกวิดีโอ เพื่อนำมาเปิดฟังหรือเปิดดู วิธีนี้จะช่วยให้เราได้รู้ว่ากริยาท่าทางเราเป็นอย่างไรหากเราเปิดดูจากกล้องวิดีโอ หรือ การใช้ภาษาเราออกเสียงคำควบกล้ำต่างๆ ชัดเจนไหม ร /  การใช้เสียงเน้น หนักเบา จังหวะในการพูดว่าเร็วหรือช้า ฯลฯ
                3.การซ้อมพูดกับหน้ากระจก เป็นการซ้อมที่ทำให้เราเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้ท่าทางในการพูดของเราในทันทีกับกระจกที่เราดู ซึ่งเราสามารถนำมาแก้ไขได้ในทันที
                ทั้งนี้ หากถามกระผมว่า “ การซ้อมพูดวิธีใดหรือรูปแบบใดดีที่สุด ” กระผมก็คงตอบให้ไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากการพูดเป็น ศาสตร์และศิลป์ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ อีกทั้งต้องขึ้นอยู่กับจริต นิสัย ของแต่ละบุคคล นักพูดในประวัติศาสตร์ มีการซ้อมพูดที่แตกต่างกันไป เช่น เดล คาร์เนกี ซ้อมพูดในขณะถอนหญ้า , Abraham Lincoln  อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ซ้อมพูดขณะเดินทางไปยังต่างรัฐ โดยการซ้อมพูดบนหลังม้า , อาจารย์จตุพล ชมพูนิช เคยซ้อมพูดขณะเดินทางกลับบ้านโดยเริ่มซ้อมพูดจากการเดินกลับบ้านจากต้นซอยถึงท้ายซอย เป็นต้น
                แต่โดยส่วนตัวกระผมคิด การซ้อมพูดมีความสำคัญมากๆ เนื่องจากปัจจุบันกระผมมีอาชีพเป็นวิทยากรอิสระ ก่อนจะขึ้นพูดบนเวที กระผมจะต้องซ้อมพูดก่อนทุกครั้ง และเพื่อให้เห็นความสำคัญของการซ้อมพูด สโมสรฝึกการพูดแห่งลานนาไทย เชียงใหม่ ถึงกับได้ระบุไว้เป็นคำมั่นสัญญาในหนังสือ “ คู่มือนักพูด”  ไว้ว่า 
                “ ถ้าท่านเตรียมตัวอย่างดี   และฝึกพูดคนเดียว 10 ครั้ง ท่านจะเป็นนักพูดดีที่สุดประจำสัปดาห์และได้ถ้วยรางวัล
                ถ้าท่านเตรียมตัวอย่างดี  และซ้อมพูดคนเดียว 5 ครั้ง ท่านจะเป็นผู้พูดที่ดีที่สุดประจำสัปดาห์ แต่อาจไม่ได้ถ้วยรางวัล
                ถ้าท่านเตรียมตัวอย่างดี และซ้อมพูดคนเดียว 3 ครั้ง ท่านจะผ่านบทนั้นๆ ได้อย่างสบาย ”
        หมายเหตุ :  สำหรับสโมสรฝึกการพูดแห่งลานนาไทย เชียงใหม่ ใช้ระบบการฝึกการพูด แบบ Toastmasters

พูดอย่างฉลาด

พูดอย่างไรเรียกว่าพูดอย่างฉลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อันพูดนั้นไม่ยาก                                ปานใด เพื่อนเอย
                                                                ใครที่มีลิ้นอาจ                       พูดได้
                                                                สำคัญแต่ในคำ                       ที่พูด นั่นเอง
                                                                อาจจะทำให้ชอบ                   และชัง
                                                                                                                พระราชนิพนธ์ดุสิตสมิต
               
                จากพระราชนิพนธ์ดุสิตสมิต ทำให้เราทราบถึงความสำคัญของคำพูด ว่าการพูดนั้นทำให้คนชอบก็ได้ หรือคนชังก็ได้ จึงขึ้นอยู่กับคนที่ใช้คำพูดนั้นๆ ซึ่งการพูดหรือคำพูดที่มีลักษณะที่ดี และคนที่ฉลาดมักเลือกใช้มักจะมีลักษณะดังนี้
                1.เป็นคำพูดที่แสดงถูกกาล กล่าวคือ เป็นคำพูดที่พูดถูกจังหวะ ถูกเวลา ถูกสถานที่ 
1.1.การพูดถูกจังหวะ คนมักชอบ ดังคำที่เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า “ พูดมากก็มากเรื่อง พูดน้อยก็พลอยเคียง ไม่พูดก็ไม่รู้เรื่อง แต่การพูดผิดจังหวะคนมักชัง ตัวอย่าง ในการสนทนากัน  บางคน พูดไม่ถูกจังหวะ เขาพูดยังไม่จบรีบพูดแทรกในขณะที่คนอื่นพูดไม่จบ การพูดที่ผิดจังหวะนี้เมื่อทำบ่อยๆ คนที่สนทนาด้วยก็มักจะไม่ชอบ แต่เขามักจะชัง
1.2.การพูดถูกเวลา คนมักชอบ แต่การพูดผิดเวลาคนมักชัง ดังนั้น ในบางกรณี ก่อนที่เราจะพูด เราควรถามอีกฝ่ายหนึ่งก่อนว่า  “ ขอโทษครับ ผมขอเวลาปรึกษาเรื่อง...ไม่ทราบว่าคุณจะพอมีเวลาว่างให้ผมไหมครับ ”
1.3.การพูดถูกสถานที่ การพูดเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรนำไปพูดในบางสถานที่ เช่น เขากำลังทำพิธีสวดศพอยู่ เราดันไปพูดเรื่องตลก หัวเราะชอบใจในงานศพ เมื่อเจ้าภาพเห็นเขาอาจ ไม่รู้สึกสนุกเหมือนเราสนุกก็เป็นได้
2.น้ำเสียงสอดคล้องกับเรื่องที่พูด  น้ำเสียงมีความสำคัญต่อเรื่องที่พูด มีคนเคยกล่าวว่า “ ภาษาสื่อถึงความหมาย
แต่น้ำเสียงก่อให้เกิดความหวั่นไหวในใจ ” คำพูดดังกล่าวมีความเป็นจริงมากอยู่ทีเดียว เช่น เรากล่าวแสดงความเสียใจในการจากไปของบิดาของเพื่อนสนิท แต่เรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น ดีใจ ชอบใจ เพื่อนจะมีความรู้สึกเช่นไร ถึงแม้เราจะใช้ภาษาที่บอกว่าเราเสียใจนะ แต่น้ำเสียงเราไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้เพื่อนเรา ชังเราได้
                3.มีอารมณ์ขันบ้าง การพูดที่ทำให้คนชื่นชอบ มักเป็นคำพูดที่ทำให้คนหัวเราะ ดังนั้น หากผู้พูดท่านใดเป็นนักสะสมอารมณ์ขัน หรือ เรื่องราวที่สนุกๆ คนมักจะชื่นชอบ อีกทั้งทำให้มีเพื่อนมาก คนอยากรู้จัก แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ผู้พูดควรต้องรู้จักวิเคราะห์ เนื้อหาในข้อที่ 1 เพิ่มด้วย คือ ควรใช้อารมณ์ขันให้ถูกกาล (ถูกจังหวะ ถูกเวลาและถูกสถานที่)ด้วย
                4. พูดให้เนื้อหามีความชัดเจน ชวนติดตาม ผู้พูดที่ผู้ฟังชื่นชอบ มักพูดเนื้อหาให้มีความชัดเจน อีกทั้งยังทำให้เกิดการติดตาม มีการจัดลำดับในการพูดเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ผู้ฟังไม่สับสน มีการพูดเรื่องที่ใกล้ตัวผู้ฟัง ผู้ฟังจึงสนใจที่อยากจะฟัง
                5.ภาษาที่มีความเหมาะสมกับเรื่องและผู้ฟัง  ไม่ใช้ภาษาต่างประเทศมากจนเกินไปหากพูดกับผู้ฟังที่เขาไม่มีความรู้ในภาษานั้น หรือ คำศัพท์ในวงการนั้นๆ  ไม่ควรมีคำฟุ่มเฟือย คำแสลง มากจนเกินไป  หลีกเลี่ยงการระบุชื่อ หากสื่อถึงผู้นั้นในทางที่เสียหาย เพราะอาจทำให้เกิดโทษมากกว่า ประโยชน์ บางครั้ง ผู้พูด ใช้คำพูดที่ระบุถึง ความเสียหายของบุคคลโดยระบุชื่อ ก็อาจจะถึงกับขึ้นโรง ขึ้นศาลไปเลยก็มีมาแล้ว เพราะอาจโดนผู้ที่เสียหายฟ้องหมิ่นประมาทได้
                6.การให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม การพูดโดยเฉพาะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน หากผู้พูดเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมก็จะทำให้ผู้ฟัง มีความสุขที่ได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง ดังนั้น ผู้พูด เมื่อพูดไป ก็ควรตั้งคำถามให้ผู้ฟังตอบหรือขอให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวที่ผู้พูดพูด เพราะผู้ฟังอาจจะไม่สนใจในสิ่งที่ผู้พูด พูดเลย หากผู้พูดไม่ให้ความใส่ใจในตัวผู้ฟัง
                การพูดที่พูดถูกกาล , การใช้น้ำเสียง ,การใช้อารมณ์ขัน , การพูดให้เกิดความชัดเจน , การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมและการให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ในการพูด จึงเป็นสิ่งที่ผู้พูดที่ฉลาดควรกระทำกัน

วิทยากรยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร

วิทยากรยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ความสำเร็จในการฝึกอบรมในแต่ละครั้ง เราคงไม่ปฏิเสธว่า วิทยากรเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การฝึกอบรมในครั้งนั้นๆ เป็นไปด้วยดี มีประสิทธิภาพ หรือ เกิดความล้มเหลวในการฝึกอบรม  ยุคอดีต การศึกษา สื่อต่างๆ  เรามีโอกาสได้รับน้อยมาก แต่ในยุคปัจจุบัน คนจำนวนมากได้รับการศึกษา ได้รับการบริโภคสื่อต่างๆ อีกทั้งยังได้รับการอบรมในหลักสูตรต่างๆอีกมากมาย ฉะนั้น การคัดเลือกวิทยากรจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งวิทยากรยุคใหม่ ที่ได้รับการยอมรับในวงการฝึกอบรมควรมีคุณสมบัติดังนี้
                1.มีการนำเสนอที่หลากหลาย วิทยากรยุคใหม่ควรนำเสนอในการอบรมด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายในการใช้สื่อ(การใช้คลิปภาพยนตร์ประกอบ , การใช้เพลงประกอบการฝึกอบรม , การใช้โปสเตอร์ในการประกอบการฝึกอบรม, การใช้อุปกรณ์ต่างๆในการประกอบการฝึกอบรม เป็นต้น)  ความหลากหลายในเนื้อหา (มีการอ้างอิงวิชาการ มีการอ้างอิงตัวอย่างจริง มีการใช้มุขตลกมาสอดแทรก มีการใช้แง่มุมความคิดเห็นของตนเองในการนำเสนอ มีการแนะนำหนังสือหรือเนื้อหาอื่นๆ ให้ไปอ่านเพิ่มเติม เป็นต้น)
                2.มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้ในการบรรยาย นี่คือความแตกต่างระหว่าง วิทยากรสมัยใหม่กับวิทยากรในสมัยก่อน เลยทีเดียว เนื่องจากยุคนี้ เรามีการแข่งขันสูง การใช้เทคโนโลยี จึงมีการนำมาใช้ทุกวงการ ไม่ว่า วงการธุรกิจ  วงการการเมือง วงการทหาร วงการตำรวจ ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่วงการวิทยากรเอง เราจะเห็นได้ว่า วิทยากรหนุ่มๆ มีความสามารถเป็นที่ดึงดูดใจ หรือผู้ฟังอยากฟัง มากกว่าวิทยากรสมัยเก่าบางท่าน ก็เนื่องมาจากปัจจัยหนึ่ง ก็คือ วิทยากรท่านนั้น มีการใช้เทคโนโลยีมาใช้ประกอบการฝึกอบรมนั่นเอง ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขันในวงการวิทยากร
                3.มีการนำเสนอที่ชัดเจน เข้าใจง่าย สนุก ไม่สับสน การเป็นวิทยากรสมัยใหม่ มักจะต้องทำเรื่องยากๆ ให้ดูเป็นเรื่องง่าย เรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องที่สนุก ไม่เครียด ตัวอย่าง สดๆร้อนๆ เมื่อสักครู่นี้เอง ก่อนที่กระผมจะเขียนบทความฉบับนี้ ได้มี โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ติดต่อให้กระผมไปเป็นวิทยากร แล้วก็บอกว่า “ อาจารย์ ขอให้พูดแบบสนุกๆ ไม่เครียด ไม่ต้องเอาสาระก็ได้ เอาฮาอย่างเดียว” ผมก็เกือบถามไปว่า “ถ้าวันไปบรรยาย ก็ขอให้เตรียมถาดให้หน่อย จะได้ไปตีหัวและเล่นตลกให้ดูเลย ”  555)
                4.มีการเปลี่ยนแปลง  กล่าวคือ เมื่อผู้เข้ารับการอบรมกลับไปทำงานตามปกติแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน เช่น พนักงานขายเมื่อก่อนขายไม่เคยขายเข้าเป้าหมาย  แต่เมื่ออบรมไปแล้ว พนักงานขายคนดังกล่าวมียอดขายเกินเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ หรือ พนักงานส่วนใหญ่มีความเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ในการทำงาน แต่เมื่อได้รับการอบรมไปแล้ว พนักงานส่วนใหญ่มีความขยันทำงาน มีความรับผิดชอบในการทำงานมากขึ้น เป็นต้น
                5.มีความรู้กว้างและรู้ลึก  วิทยากรสมัยใหม่ ต้องมีความรู้ที่รอบด้าน รู้กว้างและรู้ลึก ในเรื่องราวต่างๆ เนื่องจาก สังคมยุคปัจจุบัน เป็นสังคมเปิด เป็นสังคมแห่งการแข่งขัน เป็นสังคมข่าวสาร หากว่า วิทยากรมีความรู้น้อยกว่าผู้เข้ารับการอบรม อีกทั้งไม่สามารถตอบคำถาม หรือ แก้ปัญหาให้เขาได้ วิทยากรท่านนั้นก็คงสำเร็จได้ยากในแวดวงวิทยากรสมัยใหม่
                6.มีความรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ยุคสมัยใหม่ หรือยุคสมัยนี้ เราคงได้ฟังได้ยินว่า มีวิทยากรระดับโลก ได้มาบรรยายในหัวข้อต่างๆ ให้กับนักธุรกิจไทย หรือ ผู้สนใจฟัง ซึ่งวิทยากรระดับโลกได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ในการอบรมบางหัวข้ออาจมีคนไทยแปลให้  จึงทำให้เราทราบว่า การที่ท่านจะเป็นวิทยากรยุคใหม่ ท่านจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ ท่านจึงจะได้เปรียบกว่าวิทยากรรุ่นเก่าๆ ที่ไม่สามารถสื่อภาษาต่างประเทศได้ เพราะท่านอย่าลืมว่า ประเทศไทยเราได้ไปทำสัญญาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศต่างๆ ภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อกลางที่มีความสำคัญมาก  ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อีกทั้งหากท่านเป็นวิทยากรที่เก่งภาษาต่างประเทศ ท่านก็อาจจะได้มีโอกาสไปบรรยายในต่างประเทศ
                สรุปคือ วิทยากรยุคใหม่ต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ความคิดในการนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย , การเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการฝึกอบรม , มีการดัดแปลง ประยุกต์ เนื้อหาเพื่อให้เกิดความชัดเจน เข้าใจง่าย สนุกไม่สับสนในเนื้อหาที่บรรยาย , มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อบรมในทางที่ดีขึ้นในการทำงาน , ต้องเรียนรู้ให้มากและหนัก ต้องรู้ลึก รู้กว้าง ในหัวข้อต่างๆ และต้องมีความรู้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพื่อที่จะนำไปใช้ในการบรรยายหากท่านได้มีโอกาสไปบรรยายในต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น