วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ


เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                                อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพที่มีความน่าสนใจ และเหมาะกับคนที่ชื่นชอบอิสรภาพ เพราะไม่ต้องไปทำงานเป็นเวลาเหมือนเช่นงานประจำ แต่เราสามารถบริหารเวลาได้เอง อีกทั้งมีรายได้ที่ไม่จำกัดจำนวนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของวิทยากรแต่ละบุคคล แล้วเราจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้อย่างไรกัน กระผมขอแนะนำดังนี้
                1.ท่านต้องเริ่มต้นที่ความรักครับ คนเราหากมีความรัก ความชอบ ในอาชีพที่ตนเองทำ เขาคนนั้นมักจะทุ่มเท เวลา กำลังความสามารถต่างๆ แก่งานนั้น ถึงแม้งานนั้นจะพบกับความลำบากเขาก็มักจะมีความอดทนที่สูงกว่าการทำงานในงานที่ตนเองไม่รัก การเป็นวิทยากรก็เช่นกัน กระผมอยากให้ท่านเริ่มต้นที่ความรัก ความชอบ ความอยากที่จะเป็นวิทยากร อยากที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลต่างๆ
                2.ท่านจะต้องมีความกล้า เมื่อมีความรักในงานวิทยากรแล้ว ขั้นต่อไปท่านจะต้องมีความกล้า ท่านต้องกล้าที่จะขึ้นไปพูดบนเวที ท่านพร้อมที่จะกล้าเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองเสมอ เพราะบางคนมีความรู้มาก มีปัญญามาก แต่หัวใจเท่าหัวไม้ขีดไฟ กล่าวคือ ใจไม่ถึง ใจเล็ก  เวลาที่ถูกเชิญให้ไปพูด ในหัวข้อต่างๆ บางคนมีความรู้มากกว่าอีกคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่าขาดซึ่งความกล้า เลยตอบปฏิเสธ แต่คนที่มีความกล้ายอมได้เปรียบ เพราะจะทำให้เขาเกิดประสบการณ์ในการพูดในหัวข้อนั้นๆมากขึ้น ถึงแม้เขาจะมีความรู้น้อยกว่าวิทยากรคนอื่น แต่ถ้าเขามีความกล้า เขาก็สามารถไปได้ไกลกว่า
                3.ท่านจะต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะการเตรียมตัวจะเป็นตัววัดความสามารถระหว่างมือสมัครกับมืออาชีพ เช่น ท่านจะต้องเตรียมข้อมูลในการพูด ถ้าจะให้ดีท่านต้องเตรียมข้อมูลให้มากถึง 10 เท่าของข้อมูลที่ท่านจะนำไปพูด  ท่านจะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการพูด ท่านจะต้องเตรียมการนำเสนอให้ดี
                4.ท่านจะต้องเรียนรู้ ฝึกฝน การเป็นวิทยากรมืออาชีพมักขึ้นอยู่กับทักษะหรือประสบการณ์ กล่าวคือ เมื่อท่านถูกเชิญไปพูดบ่อยๆ ท่านก็จะเกิดทักษะ ท่านจะเกิดความชำนาญ ท่านจะรู้ว่า ควรจะพูดอย่างไร ผู้ฟังถึงสนใจ ท่านจะเกิดไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาต่างๆในระหว่างการบรรยาย เช่น เวลาไฟดับ หรือ อุปกรณ์ไม่พอ หรือ ห้องบรรยายเล็กจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้แล้วท่านควรจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร  วิทยากรมืออาชีพมักจะรู้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่าวิทยากรมือสมัครเล่น สาเหตุก็เนื่องมาจาก วิทยากรมืออาชีพเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนนั่นเอง
                5.ท่านจะต้องอดทน การจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้นั้น ท่านจะต้องเป็นคนที่ต้องอดทน ไม่ว่าจะต้องอดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อการถูกดูถูกเหยียดหยาม อดทนต่อการวิจารณ์ต่างๆ อีกทั้งการจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้นั้น ท่านจะต้องใช้เวลานานพอสมควร ไม่ใช่วิทยากรแค่ 1-2 ปี แล้วไม่อดทน แล้วล้มเลิก คือ เปลี่ยนแปลงอาชีพอื่น  อย่างนี้ก็คงเป็นวิทยากรมืออาชีพได้ยาก เพราะวิทยากรมืออาชีพบางคนต้องใช้เวลาถึง 10-20 ปี ในเส้นทางดังกล่าว หากท่านใช้เวลาแค่ 1-2 ปี ท่านมีความอดทนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวิทยากรมืออาชีพเหล่านั้น
                6.ท่านจะต้องมีจรรยาบรรณ หรือ มาตรฐานความประพฤติ อาชีพวิทยากรถึงแม้จะเป็นอาชีพอิสระก็จริงอยู่ แต่วิทยากรมืออาชีพจะต้องเป็นคนที่มีจรรยาบรรณ เช่น เมื่อนัดวันเวลาที่จะไปบรรยายแล้ว วิทยากรต้องรับผิดชอบต่อการนัดหมายนั้น นอกจากเหตุสุดวิสัยจริงๆ อาจมอบให้วิทยากรท่านอื่นหรือให้ท่านผู้จัดงานหาวิทยากรแทน, ไม่เห็นแก่เงินหรือรายได้จนเกินไป วิทยากรบางท่านเมื่อนัดรับงานแล้ว แต่ปรากฏว่าอีกงานหนึ่งให้รายได้มากกว่างานแรก จึงไม่ยอมไปงานแรก อย่างนี้ก็ไม่ควรทำ  เป็นต้น
                ดังนั้น ปัจจัยข้างต้นนี้ เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างวิทยากรมือสมัครเล่นกับวิทยากรมืออาชีพ แล้วท่านละ หากท่านอยากที่จะเดินบนเส้นทางวิทยากร ท่านจะเป็นมือสมัครหรือมืออาชีพ หากท่านต้องการเป็นมืออาชีพ ปัจจัยข้างต้นสามารถช่วยท่านได้อย่างแน่นอน

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่

ข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ในอดีตกระผมเคยเป็นวิทยากรมือใหม่ ซึ่งบางครั้งเคยทำผิดพลาดมาบ้างในงานการฝึกอบรม ในบทความตอนนี้ จึงอยากที่จะมาบอกเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านผู้อ่าน ข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่ มีดังนี้
                1.ท่านควรไปทำความรู้จักกับผู้บริหารหรือผู้ที่ดูแลงานด้านฝ่ายฝึกอบรมก่อน เพื่อรับทราบข้อมูลว่า ทางหน่วยงานมีปัญหาอะไร ถึงได้ต้องการจัดอบรมในเรื่องดังกล่าว การทำความรู้จักจะสร้างความคุ้นเคย หรือหากท่านไม่มีเวลามากพอ ท่านก็อาจจะต้องโทรศัพท์ไปซักถามความต้องการของผู้จัด  หรือ หากให้เป็นทางการหน่อย ท่านก็ควรมีแบบฟอร์ม  TRAINING NEEDS ANALYSIS ให้ทางผู้จัดได้กรอกข้อความที่ต้องการฝึกอบรม ว่าทางหน่วยงานมีปัญหาอะไร ความต้องการเป็นอย่างไร
                2.ท่านควรเดินทางไปก่อนเวลาในการอบรม การเดินทางไปก่อนเวลาในการอบรม จะทำให้ผู้จัดมีความสบายใจ อีกทั้งตัววิทยากรเอง ก็สามารถที่จะเตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น ก่อนเวลาฝึกอบรมควรไปตรวจสอบดู เรื่องของการทำงานของเครื่องฉาย เครื่องคอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน เอกสารประกอบการบรรยาย ฯลฯ การไปถึงก่อนเวลายังจะทำให้ท่านสร้างความคุ้นเคยกับผู้เข้ารับการอบรมอีกด้วย
                3.ท่านต้องมีความรู้มากกว่าผู้เข้ารับการอบรม การมีความรู้ในเรื่องที่จะบรรยายมากกว่าผู้เข้ารับการอบรมจะทำให้ท่านเกิดความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจในตัวเองในการบรรยายมากขึ้น หากท่านมีความรู้ที่น้อยกว่า เมื่อผู้เข้ารับการอบรมสักถาม ท่านตอบไม่ได้ ก็จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมขาดความศรัทธา และตัววิทยากรเองก็จะขาดความมั่นใจไปด้วย หากเรื่องที่เราจะไปบรรยายเรายังมีความรู้ไม่มากพอ ท่านก็ควรทำการบ้านโดยการ อ่านหนังสือ ฟังเทป ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวเพิ่มให้มากขึ้น
                4.ท่านต้องรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี ในการฝึกอบรมแต่ละแห่งมีปัจจัยแวดล้อมไม่เหมือนกัน เช่น จำนวนคนเข้าอบรม  ขนาดของห้อง  บรรยากาศของห้อง  วัย อายุของผู้เข้าอบรม  อุปกรณ์ที่ช่วยในการบรรยาย ฯลฯ ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้จะต้องรู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี ตัวอย่าง หากว่าวิทยากรได้เตรียมทำการบ้านเป็นอย่างดีว่า เริ่มต้นการฝึกอบรมเราจะให้มีการทำกิจกรรมแต่การทำกิจกรรมนั้นต้องใช้พื้นที่มากเพื่อที่จะให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ใช้พื้นที่ในการเดิน ในการพูดคุย ในการทำความรู้จักกัน แต่พอไปถึงห้องฝึกอบรม ปรากฏว่า ห้องกับคับแคบ จนไม่สามารถมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมที่เตรียมไปได้ ฉะนั้น ผู้ที่เป็นวิทยากรมืออาชีพต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ว่า เราควรจะทำอย่างไร
                5.ท่านควรวางแผนงานให้มีระบบมากขึ้น เช่น เวลาติดตามงานกับลูกค้า หน่วยงาน องค์กรที่จัดการฝึกอบรม ท่านควรมีแบบฟอร์มต่างๆ (ใบเสนอราคา , ใบตอบรับ , เอกสารแนะนำประวัติวิทยากร , ใบ  TRAINING NEEDS ANALYSIS เป็นต้น)  อีกทั้งเวลาติดต่อรับงาน ควรติดต่อผ่านเป็นรายลักษณ์อักษรจะผิดพลาดน้อยกว่าการติดต่อผ่านการพูดคุยทางโทรศัพท์ ซึ่งตัวกระผมเองก็เคยทำผิดพลาดมาแล้ว การรับงานวิทยากรครั้งหนึ่งในอดีต เนื่องจากเห็นว่าผู้ติดต่อเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จึงได้รับปากว่าจะไปเป็นวิทยากรให้ แต่ปรากฏว่า มีความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของวัน เวลา กระผมเองไปถึงงาน จึงสงสัยว่าทำไมจึงเงียบไม่มีคนเข้ารับอบรมหรืออย่างไร ปรากฏว่า  เขามีการจัดงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เกิดประสบการณ์ เมื่อมีการเชิญไปเป็นวิทยากรครั้งใด กระผมต้องขอจดหมายเชิญ และตัวกำหนดการทุกครั้ง เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ในการทำงาน
                ทั้งนี้ข้อแนะนำทั้ง 5 ข้อข้างต้นเป็นข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่ และยังมีอีกหลายปัจจัยที่วิทยากรมือใหม่ควรทำ เช่น การพัฒนาตนเองอยู่เสมอตลอดเวลา , มีการบรรยายที่ครบเครื่องมากขึ้น (มีอารมณ์ขันในการพูด,มีเนื้อหาสาระที่ใหม่ๆ ,มีการร้องเพลงประกอบการบรรยาย,มีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน,มีคำคม คำกลอนประกอบการบรรยาย) อีกทั้งวิทยากรมือใหม่ควรรู้จักหาช่องทางการตลาด เพราะหากไม่มีลูกค้า ก็ไม่ถูกรับเชิญ เมื่อไม่ถูกรับเชิญก็ไม่มีโอกาสไปเป็นวิทยากร

การสร้างอารมณ์ขันในการพูด

การสร้างอารมณ์ขันในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การสร้างอารมณ์ขันในการพูดมีความสำคัญและมีความจำเป็น เป็นอันมากต่อการพูดต่อหน้าที่ชุมชน อารมณ์ขันนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
                1.ช่วยให้บรรยากาศในการพูดเป็นกันเอง
                2.ช่วยทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก
                3.ช่วยในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
                4.ช่วยสร้างสีสัน สร้างเสน่ห์ในการพูด
                ซึ่งการสร้างอารมณ์ขันเราสามารถสร้างได้หลายวิธี ดังนี้
                1.อ่านหนังสือประเภทขำขัน เช่น หนังสือการ์ตูน  หนังสือตลก หนังสือนิทาน
                2. สังเกต จดจำ นำเอาคำพูด อารมณ์ขันของผู้อื่นมาดัดแปลง ปรับปรุง เพื่อใช้ในการพูด
                3.ควรใช้ภาษา ท่าทาง น้ำเสียง อารมณ์ให้มีความสอดคล้องกับเรื่องที่พูด
                4.หาเวทีในการพูดให้มากๆ เพื่อฝึกการพูดในการสร้างอารมณ์ขัน
                สำหรับข้อควรระวังในการพูดอารมณ์ขัน คือ
                1.ไม่บอกผู้ฟังว่าวันนี้จะมาพูดเรื่องตลกหรือเรื่องขำขัน
                2.ผู้พูดไม่ควรหัวเราะเสียเองในเวลาที่พูดเรื่องราวขำขัน
                3.ไม่ควรนำเอาเรื่องของ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ขนมธรรมเนียม หรือสิ่งที่ผู้คนเคารพมาพูดล้อเลียน
                4.ไม่ควรพูดจา สองแง่สองง่าม ตลกใต้สะดือ มากจนเกินไป
                ดังนั้น การสร้างอารมณ์ขันในการพูดจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของนักพูด ซึ่งนักพูดแต่ละท่านอาจอ่านตำราการสร้างอารมณ์ขันเล่มเดียวกัน แต่การนำไปใช้ได้ไม่เท่ากัน เพราะทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับการนำเอาทฤษฏีไปปรับใช้ให้เข้ากับ ลีลา ท่าทาง น้ำเสียง กริยา ภาษา บุคลิกและจังหวะในการพูดของแต่ละบุคคล

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สู่วิทยากรมืออาชีพ

สู่วิทยากรมืออาชีพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นอาชีพที่มีความเป็นอิสระ อาชีพวิทยากรมีข้อดีหลายอย่างเช่น มีรายได้ที่ไม่ต้องมีจำนวนจำกัดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล , มีการบริหารเวลาด้วยตนเองกล่าวคือไม่ต้องมีเวลาทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นเวลา เหมือนงานประจำ , เป็นอาชีพที่มีเกียรติผู้คนให้การยกย่อง , เป็นอาชีพที่ทำให้เกิดการพัฒนาเรียนรู้ฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ฯลฯ
                หลายท่านอาจมีคำถามว่า แล้วจะทำอย่างไรถึงจะก้าวไปสู่การเป็นวิทยากรมืออาชีพ กระผมขอให้คำแนะนำว่า การจะเป็นวิทยากรมืออาชีพได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
                1.เริ่มต้นด้วยความรัก คนเราจะประสบความสำเร็จในอาชีพใด อาชีพหนึ่ง ท่านต้องมีความรัก ความชอบ สำหรับงานอาชีพนั้นๆ ตัวอย่าง ไทเกอร์ วูดส์ ชอบในกีฬากอล์ฟจึงฝึกฝน เรียนรู้ อยู่สม่ำเสมอ จนในที่สุด เขาประสบความสำเร็จเป็นนักกอล์ฟระดับโลก , สตีฟ จอบส์ ชอบคอมพิวเตอร์ รักคอมพิวเตอร์ จนในที่สุดเขาประสบความสำเร็จระดับโลกในวงการคอมพิวเตอร์รู้จักเขาเป็นอย่างดี , สุนทรภู่ ชอบเรื่องของกวี ท่านฝึกฝนเรียนรู้จนได้รับการยกย่องไปทั่วโลก เป็นต้น
                ดังนั้น หากท่านต้องการเป็นวิทยากรมืออาชีพ ท่านต้องเริ่มต้นจากความรักในอาชีพนี้เป็นอันดับแรก
                2.สะสมชั่วโมงบิน หมายถึง การหาเวทีให้ตนเองได้แสดงบ่อยๆ เท่าที่จะหาได้ ยิ่งท่านมีชั่วโมงบินมาก มีเวทีในการแสดงมาก ท่านก็จะมีการพัฒนาตนเองได้มากกว่า วิทยากรที่มีชั่วโมงบินน้อยหรือมีเวทีแสดงน้อย การผ่านเวทีแสดงมากๆ จะทำให้ท่านเกิดประสบการณ์ เกิดความเชี่ยวชาญ
                3.พัฒนาตนเองอย่างหยุดยั้ง อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพที่ต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ท่านจะต้องหมั่นหาความรู้ใหม่ๆ ไม่หยุดนิ่ง ท่านต้องเป็นนักอ่าน นักศึกษา นักฟัง หมั่นเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ และต้องรู้จักค้นหาวิธีการหรือแบบฉบับของตนเองในการบรรยาย
                4.ฝึกหัดความสามารถหลายๆทาง วิทยากรมืออาชีพมักมีความสามารถหลายๆทาง เช่น ต้องพูดต่อหน้าที่ชุมชนเป็น , ต้องร้องเพลงเป็น , ต้องหมั่นท่องคำกลอน คำคม แง่คิดต่างๆเพื่อใช้ในการฝึกอบรม , ต้องนำเกมส์หรือกิจกรรมต่างๆเป็น และต้องรู้จักแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าหรือมีไหวพริบดีในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการฝึกอบรม
                5.ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องอย่าหยุด อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ยิ่งใครมีประสบการณ์มากยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่มีประสบการณ์น้อยกว่า ดังนั้น หากต้องการเป็นวิทยากรมืออาชีพท่านต้องไม่หยุดที่จะฝึกฝนตนเอง อีกทั้งต้องทำอย่างต่อเนื่อง
                 สำหรับการเริ่มต้นในอาชีพวิทยากร หลายท่านอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร สำหรับการเริ่มต้นอาชีพวิทยากรของแต่ละท่าน อาจไม่เหมือนกัน บางท่าน อาจเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยวิทยากรเพื่อเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง บางท่าน อาจมีงานประจำแต่งานประจำไปเกี่ยวข้องกับการเป็นวิทยากรจึงมีโอกาสถูกเชิญให้ไปบรรยายในสถานที่ต่างๆ  บางท่านอาจมีความรู้ความชำนาญอยู่แล้ว จึงเขียนหลักสูตร แล้วนำไปให้สถาบันที่รับจัดฝึกอบรมหางานให้ เป็นต้น
                ดังนั้น อาชีพวิทยากรจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ ยิ่งในโลกปัจจุบัน ผู้คนต่างก็ให้ความสนใจในการฝึกฝนตนเอง เรียนรู้สิ่งต่างๆมากขึ้น อีกทั้งวันที่ 1 มกราคม 2558 ประเทศไทยเราต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว จึงทำให้อาชีพวิทยากรเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น หากวิทยากรท่านใดสามารถบรรยายเป็นภาษาอังกฤษได้ยิ่งทำให้ได้ค่าตัวมากขึ้นหรือมีรายได้มากขึ้นไปด้วย

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

จะพูดให้ได้ดีต้องมีเครื่องปรุง

จะพูดให้ได้ดีต้องมีเครื่องปรุง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ศิลปะการพูดก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับศิลปะการทำอาหาร กล่าวคือ เมื่อเรามีข้อมูลในการพูดหรือวัตถุดิบที่จะทำอาหารแล้ว แต่การที่จะปรุงอาหารให้อร่อย เราคงต้องอาศัยเครี่องปรุงที่ดี การพูดก็เช่นกัน ควรมีเครื่องปรุงเพื่อให้การพูดออกมามีความสนุกสนาน ชวนติดตาม ไม่น่าเบื่อ ซึ่งเครื่องปรุงที่ดีในการพูดมีดังนี้
1.               มีคำคม สุภาษิต  คำพังเพย ของนักปราชญ์ อันว่า คำคม สุภาษิต คำพังเพย เป็นคำสั้นๆ แต่กินใจความหรือสามารถขยายความไปได้มาก เมื่อฟังแล้วนำไปคิดยิ่งเห็นจริงเห็นจังกับคำคม สุภาษิต คำพังเพย นั้น
2.               เรื่องราวที่ตลก ขบขัน ชวนฟังทำให้การพูดของเราดู สนุก ไม่เครียดจนเกินไป ทำให้บรรยากาศในการพูดดีขึ้น การใช้เรื่องราวที่ตลก ขบขัน ที่ดีต้องให้มีความสัมพันธ์กับเรื่องที่พูด ไม่ควรพูดเรื่องตลก ขบขัน ที่ยาวจนเกินไป จนทำให้เนื้อหาดูน้อยลงไป อีกทั้งไม่ควรพูด ตลก ขบขัน ประเภทสองแง่สองง่าม หรือตลกประเภทลามก เพราะจะทำให้ผู้ฟังขาดเชื่อถือและความศรัทธาในตัวผู้พูดได้
3.               นิทาน นิยาย ละคร ที่ผู้ฟังสนใจ  จะทำให้เกิดความใกล้ชิด ความสนใจ ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง และถ้าเป็นละครทีวีที่ผู้ฟังได้ดูทุกๆวัน ถ้าหากผู้พูดสามารถนำมาพูดประกอบเพื่อเป็นตัวอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดด้วยแล้ว ยิ่งชวนติดตามเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ฟัง  
4.               น้ำเสียง น้ำเสียงในการพูดมีความสำคัญมากต่อความสนใจและความสำเร็จในการพูด น้ำเสียงในการพูดควรมีความหลากหลาย และควรปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ น้ำเสียงมีความสำคัญจนกระทั่งมีคนเขากล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย แต่น้ำเสียงทำให้เกิดความหวั่นไหวขึ้นในหัวใจ”
5.               ภาษาท่าทาง การแสดงสีหน้า ในการพูด  เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงที่จะทำให้การพูดออกมาดี พวกเราหลายคนคงเห็นการแสดงของ นักแสดงตลก ซึ่งบางคนแทบไม่ได้พูดเลย แค่แสดงท่าทาง แสดงสีหน้า ออกมา  คนก็เริ่มหัวเราะกันแล้ว การใช้ ท่าทาง การแสดงสีหน้า จึงเป็นส่วนผสมในการพูดที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพูดแต่ละครั้ง
6.               อารมณ์ของผู้พูด  การพูดที่ดี ผู้พูดต้องมีอารมณ์เดียวกันกับเรื่องที่พูดด้วย จึงจะสามารถทำให้ผู้ฟัง รับรู้ถึงความรู้สึกตามอารมณ์ดังกล่าวของผู้พูด เช่น ถ้าผู้พูดมีอารมณ์เศร้า ไม่สบายใจ แต่ผู้พูดพูดเรื่องตลก หรือ ผู้พูดมีอารมณ์สนุกสนานแต่ไปพูดเรื่องราวที่เศร้า เป็นต้น การไม่ปรับเปลี่ยนอารมณ์ของผู้พูดอาจส่งผลให้การพูดในครั้งนั้นๆไม่ประสบความสำเร็จได้  เพราะบางคนไปพูดในงานศพ แต่พูดไปด้วยอารมณ์ที่สนุกสนาน ก็สืบเนื่องมาจากผู้พูดกำลังมีอารมณ์ที่สนุกสนานอยู่นั้นเอง
7.               จังหวะในการพูด เป็นสิ่งสำคัญ การพูดหากผู้ผิดจังหวะ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จได้ เช่น พูดเรื่อง ตลกขบขัน ผู้พูดดันพูดยังไม่ทันจบเรื่อง แต่ผู้พูดดันหัวเราะเสียเอง  คนก็มักจะไม่หัวเราะหรือถ้าหัวเราะก็อาจจะหัวเราะที่ผู้พูดหัวเราะทำไม หรือ การพูดเรื่องเศร้า แต่ผู้พูดไม่รู้จักจังหวะในการเล่า ไม่รู้จัก การหยุด การเน้น การย้ำ ไม่รู้จักใช้จังหวะในการใช้น้ำเสียงเข้าช่วย ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จในการพูดได้
ปัจจัยข้างต้นนี้ เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงที่จะทำให้ท่านพูดได้ดียิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้ฟังมาก
ขึ้น จงศึกษา เรียนรู้ และใช้มันบ่อยๆ แล้วท่านจะเป็นคนหนึ่ง ที่ผู้ฟังชื่นชอบ ศรัทธา เชื่อถือ เหลื่อมใส จงลงมือทำแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ 

ความน่าเชื่อถือในการพูด

การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ในการพูดแต่ละครั้ง ผู้ฟังมักจะมีความเชื่อถือ ศรัทธาผู้พูดมากน้อยเพียงใด มักขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้ง 3 ปัจจัย ดังนี้
                1.ตัวผู้พูด ตัวผู้พูดสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้โดย
                - .การสร้างบุคลิกภาพ บุคลิกภาพของผู้พูดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเหลื่อมใส ศรัทธา เชื่อถือหรือไม่ เช่น การแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ , การใช้ท่าทางประกอบการพูด , การพูดให้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ ตลอดจนการใช้สายตา น้ำเสียง การเดิน การทรงตัว การใช้ภาษา การแสดงสีหน้า การใช้ไมโครโฟน ฯลฯ
                -  เทคนิคการพูดที่นำเสนอ เช่น พูดให้ผู้ฟังกลัว เมื่อผู้ฟังกลัวผู้ฟังมักจะเชื่อแล้วยอมปฏิบัติตาม , พูดให้ผู้ฟังอยาก เมื่อผู้ฟังมีความอยากแล้วผู้ฟังก็มักจะเชื่อและยอมทำตาม , พูดด้วยความมั่นใจ หากผู้พูดพูดด้วยความไม่มั่นใจเสียแล้ว ผู้ฟังมักจะไม่เชื่อ ฯลฯ
                2.เรื่องที่นำเสนอ เราสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้จากเรื่องที่นำเสนอ ส่วนใหญ่แล้วผู้ฟังมักเชื่อเรื่องที่ผู้พูด พูดนำเสนอ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับผู้ฟัง เช่น เรื่องที่นำเสนอนั้น ผู้ฟังได้ประโยชน์อะไรบ้าง (หาเงินได้มากขึ้น,ประหยัดเวลา,ได้เลื่อนตำแหน่ง,ทำงานได้ดีขึ้น), เรื่องที่นำเสนอนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่(อ้างงานวิจัย ,อ้างกฎหมาย ,อ้างระเบียบ)  , เรื่องที่นำเสนอนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ
                3.เหตุผลที่นำมาประกอบการพูด  ผู้พูดอาจชักจูงใจให้ผู้ฟังเชื่อถือได้ โดยการใช้หลักฐานประกอบ เช่น มีการอ้างอิงตำรา , มีการอ้างอิงสุภาษิต คำพังเพย , มีการอ้างอิงบุคคลสำคัญๆ (พระพุทธเจ้า , นักปราชญ์ , พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , พระเยซู ฯลฯ) , มีการอ้างอิงวัฒนธรรม ประเพณีหรือสิ่งที่ทุกคนให้ความเคารพบูชา  , มีการอ้างอิงผลได้ผลเสียของเรื่องที่นำมาพูด , มีการอ้างอิงประชามติหรือเสียงในที่ประชุม , มีการอ้างอิงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ฯลฯ
                ทั้งการพูดให้ผู้ฟังเชื่ออาจจะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น การจะพูดให้คนอื่นเชื่อ ตัวผู้พูดต้องมีความเชื่อในเรื่องดังกล่าวก่อน ,  การจะพูดให้ผู้ฟังกลุ่มใหญ่ๆ เชื่อ เรื่องของจิตวิทยาฝูงชนมีความสำคัญซึ่งผู้พูดจำเป็นจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติม , ผู้ฟังมักจะฟังหรือเชื่อถือ ผู้พูดที่มียศ มีตำแหน่ง มีหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องที่พูด , ผู้พูดต้องพูดด้วยความจริงใจ พูดด้วยอารมณ์ พูดเข้าไปนั่งในหัวใจผู้ฟัง ฯลฯ
                อีกทั้งยังต้องวิเคราะห์ว่าผู้ฟังคือใคร  นักขาย  เจ้าหน้าที่  อาจารย์  ครู  นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา ฯ,ฯ เพศของผู้ฟังคือใคร ผู้หญิงฟังหรือผู้ชายฟัง  วัยไหน วัยเด็ก  วัยรุ่น  วัยทำงาน วัยชรา , ความเชื่อของผู้ฟัง การนับถือศาสนา , การศึกษา ฐานะ อาชีพ ความสนใจ ของผู้ฟัง
                ท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยบทกลอนของท่านอาจารย์วสันต์  พงศ์สุประดิษฐ์ ว่า
                “ อันจูงวัว   จูงควาย   จูงล่อลา                             หรือจูงม้า  จูงช้าง  ช่างแสนง่าย
                  แค่เอาเชือก  ร้อยวน  สนตะพาย                        จูงสบาย  จะไปไหน  ก็ไปกัน
                แต่จูงคน  จูงยาก   ลำบากเหลือ                            จูงให้เชื่อ   ในวจี   ที่เสกสรร
                พูดจูงใจ   ให้คล้อยตาม  ลำบากครัน                   ต้องเหนือชั้น  วิทยา   วาทะการ ”