วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด

การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เคยมีคนตั้งคำถามกับกระผมว่า ทำไมคนนี้พูดแล้วเกิดความน่าเชื่อถือ แต่ทำไมอีกคนหนึ่งพูดแล้วไม่เกิดความน่าเชื่อถือ ความจริงแล้วการพูดให้เกิดความน่าเชื่อมีหลายปัจจัยคือ
                1.ตัวผู้พูด กล่าวคือ หากต้องการให้ผู้ฟังเชื่อถือ ตัวผู้พูดเองต้องเป็นคนที่เชื่อถือได้ หากผู้พูดพูดโกหกบ่อยๆ ผู้ฟังก็คงยากที่จะเชื่อ การสร้างความน่าเชื่อถือในตัวผู้พูดยังรวมไปถึง อาชีพ ตำแหน่ง ฐานะทางสังคม รายได้ทางเศรษฐกิจ และบุคลิกภาพ(ทั้งภายในและภายนอก)
                2.เนื้อหาในการพูด มีความสำคัญ หากการพูดนั้นวกไปวนมาฟังแล้วไม่เข้าใจผู้ฟังเกิดสับสน ไม่มีการเรียงลำดับเหตุการณ์ สถานที่  ขาดเหตุผล ขาดการอ้างอิง ขาดการเปรียบเทียบ ใช้ภาษาที่เข้าใจยาก ขาดการวิเคราะห์ ขาดการสรุป ขาดการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว สิ่งเหล่านี้มักเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้ผู้ฟังขาดความเชื่อถือ
                3.วิธีการนำเสนอในการพูด มีส่วนสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือขึ้น เช่น มีหลักฐานเป็นภาพ คลิปเสียง คลิปภาพ ในการประกอบการพูด เพื่อให้เห็นของจริง หากใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือที่ทันสมัยก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ ความเชื่อถือได้ ทั้งนี้คงรวมถึงการต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟังด้วย เช่น วิเคราะห์เพศ วัย อาชีพ ช่วงอายุของผู้ฟัง ฯลฯ
                สำหรับองค์ประกอบการพูดที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือหรือคล้ายตาม เราควรมีเทคนิคดังนี้
-                    สถิติ เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานต่างๆทำไว้ ควรหาข้อมูล สถิติจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือในการนำเสนอ
การพูด ตัวอย่างในการพูดให้เกิดความคล้อยตามหรือทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีคุณสมัคร สนุทรเวช เป็นบุคคลที่นำเอาตัวเลข สถิติ มาใช้เป็นจำนวนมากในการพูดหาเสียงแต่ละครั้ง
-                    ความคล้ายคลึงกัน ความคล้ายคลึงกันของผู้พูดกับผู้ฟังก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ
หรือไม่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้พูดกับผู้ฟังนับถือศาสนาเดียวกัน ก็จะได้รับความไว้วางใจมากกว่า , มีอาชีพเดียวกัน ก็จะสร้างความยอมรับจากผู้ฟังได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างกันบางอย่างอาจจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือได้มากกว่าความคล้ายคลึงกัน เช่น บุคคลที่มีฐานะดีกว่าหรือตำแหน่งหน้าที่ที่สูงกว่า ย่อมได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เหตุการณ์ เงื่อนเวลาในการพูดด้วย
-                    พูดให้ตรงความต้องการของผู้ฟัง เช่น ผู้ฟังมีความต้องการสิ่งใด เราก็พูดในสิ่งที่ผู้ฟังสนใจหรือพูดในสิ่งที่
ผู้ฟังมีความต้องการ เขาก็จะมีความเชื่อถือและคล้อยตามผู้พูด ซึ่งหลักจิตวิทยา อับราฮัม เอช มาสโลว์ ได้วิเคราะห์ความต้องการของมนุษย์แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1.ความต้องการปัจจัยสี่  2.ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย 3.ความต้องการความรักและมีส่วนร่วม 4.ความต้องการได้รับการยกย่องและได้รับเกียรติ 5.ความต้องการบรรลุความหวังในชีวิต   ซึ่งผู้พูดควรวิเคราะห์ผู้ฟังว่าอยู่ระดับขั้นตอนใด
-                    เสียงคำพูดต้องชัดเจน หนักแน่น การจะพูดให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตาม เกิดความเชื่อถือ เกิดความมั่นใจ ผู้
พูดจะต้องพูดด้วยความมั่นใจก่อน ควรพูดด้วยความกระตือรือร้น พูดด้วยความคล่องแคล่ว  อีกทั้งเมื่อมีการถามคำถามก็ควรตอบด้วยความรวดเร็ว หนักแน่น ชัดเจน เสียงดัง มีการเน้นระดับเสียงสูงต่ำ
-                       ต้องมีการเตรียมตัวมาอย่างดี เช่น เตรียมหลักฐานต่างๆ มาประกอบการพูด เช่น ภาพ คลิป ข่าว หลักฐาน
การอ้างอิง คำพูดของคนสำคัญ  ตลอดถึงการเตรียมเนื้อหาในการพูด การเลือกใช้คำกลอน ถ้อยคำ คำคม เพลง มาประกอบการพูด
                แต่อย่างไรก็ตาม การจะพูดให้คนเกิดความคล้อยตามหรือเชื่อถือ คงขึ้นอยู่กับตัวผู้พูดเป็นหลัก หากผู้พูดไม่เชื่อถือตามสิ่งที่พูดไป หากผู้พูดพูดโกหกในสิ่งที่พูด หากผู้พูดไม่มั่นใจในสิ่งที่พูด ก็คงยากที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ เกิดความมั่นใจในสิ่งที่ผู้พูดพูด เช่น ผู้พูดพูดให้ผู้ฟังเชื่อว่าผีมีจริง แต่ตัวผู้พูดเองไม่เชื่ออีกทั้งยังไม่เคยเห็นผี ก็คงพูดให้พูดฟังเชื่อได้ยากเนื่องจากตัวผู้พูดเองยังไม่เชื่อหรือพูดให้ผู้ฟังเลิกสูบบุหรี่แต่ตัวผู้พูดเองสูบบุหรี่แบบมวนต่อมวนผู้ฟังก็คงเชื่อหรือคล้อยตามได้ยากเช่นกัน













วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

วิธีการฝึกฝนการพูด

วิธีการฝึกฝนการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ในสมัยที่กระผมฝึกฝนการพูดต่อหน้าที่ชุมชนใหม่ๆ กระผมมีความประหม่า ตื่นเต้น พูดวกไปเวียนมา พูดแล้วผู้ฟังงง แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อฝึกฝนการพูดบ่อยๆ ทำให้ความประหม่าลดน้อยลง ความตื่นเต้นลดน้อยลง การพูดมีโครงเรื่อง มีระบบมากขึ้น พูดแล้วจากผู้ฟังงง เริ่มเปลี่ยนเป็นผู้ฟังมีความเข้าใจมากขึ้น อีกทั้งบางหัวข้อที่พูด ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือศรัทธาอีกต่างหาก
                ในบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึง วิธีการฝึกฝนการพูด ซึ่งวิธีการฝึกฝนเป็นศิลปะของแต่ละคน ในช่วงต้นๆ อาจลองผิดลองถูกก่อน เพราะวิธีการฝึกฝนการพูดของนักพูดท่านหนึ่ง เราฝึกฝนตามวิธีดังกล่าวเราอาจไม่ชอบหรือไม่ถูกกับจริตหรือนิสัยใจคอของเราก็ได้ เช่น เดล คาร์เนกี้ ครูสอนการพูดต่อหน้าที่ชุมชนระดับโลก เคยฝึกฝนการพูดตอนถอนหญ้าในสนามหญ้าภายในบ้าน , อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดี เคยฝึกฝนการพูดตอนอยู่บนหลังม้า เนื่องจากต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ต้องใช้เวลาในการเดินนานจึงใช้เวลาให้เกิดประโยชน์โดยการฝึกฝนการพูด , อาจารย์จตุพล ชมพูนิช เคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ “ เจาะใจ ” เคยฝึกพูดในระหว่างเดินทางกลับบ้าน โดยฝึกพูดคนเดียว ในช่วงเดินเข้าบ้านตั้งแต่ต้นซอยจนถึงปลายซอย โดยเลือกหัวข้อเรื่อง แล้วจึงพูด เป็นต้น
                ซึ่งการฝึกการพูดของบุคคลดังกล่าว หากเราเลียนแบบ บางคนอาจประสบความสำเร็จ บางคนอาจไม่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนตัวกระผม วิธีการของบุคคลสำคัญๆ ข้างต้น หากกระผมนำไปฝึกฝนปฏิบัติ คงประสบความสำเร็จได้ยาก เนื่องจาก การฝึกพูดโดยไม่มีผู้ฟัง กระผมมักพูดไม่ออก พูดได้ไม่ดี แต่หากการฝึกฝนการพูดโดยมีผู้ฟัง ตาม สถาบัน สโมสร ชมรม การพูดต่างๆ กระผมมักพูดได้ดีกว่า ทั้งนี้การฝึกฝนการพูดไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว บางคนฝึกพูดต่อหน้ากระจกแล้วฝึกพูดได้ดีมาก
                การฝึกฝนการพูดในยุคปัจจุบัน เราสามารถทำได้ง่ายกว่าในอดีต เนื่องจากมี สโมสร สถาบัน ชมรมต่างๆ ที่สอนอีกทั้งเปิดโอกาสให้ท่านไปฝึกพูดได้เป็นประจำ สำหรับข้อมูลเนื้อหาต่างๆ ที่ใช้ในการพูด ท่านสามารถค้นหาได้มากกว่าในอดีต เนื่องจากมีอินเตอร์เน็ต ซึ่งถ้าเป็นในสมัยก่อน หากท่านได้พูดในหัวข้อหนึ่งๆ ท่านจำเป็นจะต้องเดินทางไปหาข้อมูลตามแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดในสถาบันการศึกษา แต่ปัจจุบันท่านอยู่ที่ไหนท่านก็สามารถค้นหาข้อมูลได้ ไม่ว่าจะอยู่ในห้องประชุม ห้องสัมมนา โดยหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
                การฝึกฝนการพูดในยุคปัจจุบัน มีแบบอย่างให้ดูมากมาย  มีเครื่องมือช่วยให้การพูดของเราพัฒนาปรับปรุงได้มากขึ้น ท่านสามารถดูตัวอย่างการพูดได้จาก Youtube ท่านสามารถปรับปรุงพัฒนาการพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้โดยวิธีการใช้กล้องวีดีโออัดหรือบันทึกภาพในการพูดของท่านแต่ละครั้งเพื่อนำไปดู ข้อดี ข้อเด่น ข้อด้อย ข้อควรพัฒนาปรับปรุง ในการพูดแต่ละครั้ง
                การฝึกฝนการพูดเป็น ทั้งศาสตร์และศิลปะ กล่าวคือ การฝึกฝนการพูดท่านควรรู้ศาสตร์หรือองค์ความรู้ในเรื่องการพูดต่อหน้าที่ชุมชนอยู่บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดก็คือ ท่านต้องขึ้นเวที หรือ ฝึกฝนบ่อยๆ หากท่านมีทักษะหรือผ่านเวทีมากๆ ท่านก็จะประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดได้ในอนาคต
หรือหากท่านอยู่ในวงการขาย ถ้าท่านต้องการเป็นนักขาย ท่านมัวเอาแต่อ่านหนังสือการขาย ท่านมัวแต่ศึกษาวิธีการของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ท่านจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในการเป็นนักขาย ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักขายท่านไม่มีทางอื่น นอกจากท่านจะต้องออกไปขายเท่านั้น การศึกษาทฤษฏีมีความสำคัญแต่ท่านควรให้ความสำคัญเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่การปฏิบัติ การฝึกฝนมีค่ามากกว่า ท่านควรให้น้ำหนักความสำคัญถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น อยากเป็นนักขายต้องออกไปขายครับ
เช่นกันถ้าอยากเป็นนักพูด การอ่านหนังสือการพูด การเรียนรู้เทคนิคต่างๆ การถามคนที่ประสบความสำเร็จในการพูด ท่านควรให้ความสำคัญเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่การขึ้นเวที การหาเวที การฝึกฝน เป็นทักษะที่ท่านต้องให้ความสำคัญ โดยการฝึกฝนและปฏิบัติให้มากถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ หากต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูด ท่านไม่มีวิธีการอื่น ท่านต้องกล้าขึ้นไปพูดบนเวทีให้มากที่สุด
                เช่นกันหากท่านอยากว่ายน้ำเป็น อยากว่ายน้ำเก่ง หากท่านมัวแต่อ่านหนังสือวิธีการว่ายน้ำ เทคนิคต่างๆ ในการว่ายน้ำ ท่านจะไม่มีทางว่ายน้ำเป็นเลย วิธีการก็คือ ท่านจะต้องลงไปในสระว่ายน้ำแล้วลงมือว่ายน้ำเลย ท่านอาจมีโอกาสจมน้ำบ้าง ท่านอาจมีโอกาสสำลักน้ำบ้าง แต่ท่านจะว่ายน้ำเป็นก่อนคนที่เอาแต่อ่านหนังสือวิธีการว่ายน้ำ โดยไม่เคยลงไปในสระว่ายน้ำเลย
                ดังนั้น วิธีการฝึกฝนการพูด กระผมไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีการฝึกฝนการพูด วิธีไหนดีที่สุด ทั้งนี้ วิธีการฝึกฝนการพูดที่ดี คงต้องขึ้นอยู่กับ จริต นิสัย ใจคอ วิธีการ ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล แต่ถ้าหากท่านมีความปรารถนาที่จะพูดเป็น พูดเก่ง ท่านจะขาดการฝึกฝนการพูดไปไม่ได้

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ศิลปะการพูดแบบกะทันหัน

ศิลปะการพูดแบบกะทันหัน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การพูดแบบฉับพลันหรือการพูดแบบกะทันหัน เป็นศิลปะการพูดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผู้รักความก้าวหน้า ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ต้องควรฝึกฝนกัน เพราะการพูดแบบฉับพลันหรือการพูดกะทันหัน เป็นการพูดแบบไม่ได้มีการเตรียมตัวมาพูด แต่เป็นการพูดแบบไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร หัวข้ออะไร หรือต้องพูดในสถานการณ์ใด
                รูปแบบการพูดแบบฉับพลันหรือการพูดแบบกะทันหัน เช่น การพูดให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าทางโทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น นักการเมืองส่วนใหญ่มักถูกตั้งคำถามโดยผู้สื่อข่าว ก็ถือว่าเป็นการพูดแบบฉับพลันหรือการพูดแบบกะทันหัน อีกรูปแบบหนึ่ง หรือ การพูดในโอกาสต่างๆ ไม่ว่า พูดในงานแต่งงาน พูดในงานศพ พูดในงานเลี้ยงงานมงคลต่างๆ ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นการพูดแบบฉับพลันหรือการพูดแบบกะทันหันเช่นกัน
                เมื่อท่านต้องเป็นผู้นำ อีกทั้งต้องถูกเชิญให้มีการพูดแบบฉับพลันหรือพูดแบบกะทันหัน ขั้นแรกทั้งต้องทำใจให้สบาย ทำใจให้มีสติ แล้วลองปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ คือ
                ประการแรก ให้ท่านคิดถึงประโยคแรกๆ ที่จะพูด ในระหว่างที่ท่านต้องเดินขึ้นมาพูดบนเวที  เมื่อท่านพูดประโยคแรกๆ ได้ ประโยคต่อไปมันจะค่อยๆ คิดได้เอง  
                ประการที่สอง ให้ท่านพูดให้ตรงกับงานหรือสถานการณ์ที่จัดงาน เช่น พูดในงานมงคลสมรสก็ควรพูดถึงเจ้าภาพ คู่บ่าวสาว หรือ พูดในสถานการณ์งานศพก็ควรพูดถึงคุณงามความดีของผู้ล่วงลับ
                ประการที่สาม สรุปจบหรือตอนจบ ท่านควรพูดให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ  อาจฝากแง่คิด คำคม บทประพันธ์ต่างๆให้เหมาะสมกับงาน
                สำหรับข้อควรระวัง เมื่อท่านถูกเชิญให้ขึ้นไปพูดหรือมีคนตั้งคำถามให้ท่าน เพื่อให้ท่านได้พูดแบบฉับพลัน ท่านไม่ควรไปต่อว่า ต่อขาน ผู้เชิญ เช่น ไปต่อว่าว่าทำไมไม่บอกก่อนจะได้ไม่มา หรือ ต่อว่าคนอื่นมาตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่เชิญ แต่ท่านควรกล่าวขอบคุณ เจ้าภาพหรือผู้เชิญ
                ในการพูดแบบกะทันหันหรือการพูดแบบฉับพลัน ท่านควรพูดให้สั้นที่สุด กระฉับ เข้าใจง่าย ไม่ควรพูดแบบวกไปวนมา ไม่ควรกล่าวออกตัว
                เมื่อท่านไปร่วมงานบางงาน หากท่านคิดว่าท่านอาจมีโอกาสจะถูกเชิญให้ขึ้นไปพูด ท่านควรเตรียมการพูดแบบฉับพลันหรือเตรียมการพูดแบบกะทันหัน ภายในใจ เช่น งานมงคลสมรส หากท่านนั่งร่วมงาน แล้วท่านมีโอกาสจะได้ขึ้นไปกล่าวในฐานะผู้ใหญ่ของเจ้าบ่าว ขอให้ท่านเตรียมการพูดภายในใจ และเมื่อท่านถูกเชิญพูด ท่านจะพูดด้วยความมั่นใจ แต่หากไม่มีใครเชิญท่าน ท่านก็นั่งทานอาหารด้วยความสบายใจได้
                สำหรับแนวการฝึกพูดแบบฉับพลันหรือการพูดแบบกะทันหัน หากมีเวลา ท่านอาจหาหัวข้อต่างๆ เขียนไว้ในสมุด อาจเป็นคำถามต่างๆ หรือ อาจตั้งสถานการณ์สมมุติ แล้วท่านลองตอบโดยไม่ต้องมีการเตรียมการพูด การหาข้อมูล อาจจะต้องมีการใช้นาฬิกาจับเวลา เพื่อจับเวลาในการพูดแต่ละหัวข้อโดยให้เวลา 2 นาที ในการฝึกแต่ละครั้ง ท่านควรฝึกพูดโดยมีโครงสร้างในการพูด กล่าวคือ ต้องมีการขึ้นต้น เนื้อเรื่อง และสรุปจบ (คือ ต้นตื่นเต้น กลางกลมกลืน จบประทับใจ)
                วัตถุประสงค์ของการฝึกพูดแบบฉับพลันหรือการพูดแบบกะทันหันนี้ ก็คือ เพื่อให้เราได้ฝึกการใช้ความคิด ให้เป็นระบบ ฝึกไหวพริบปฏิภาณ ฝึกสมาธิ หากมีคนอื่นๆ ช่วยตั้งคำถาม ก็จะช่วยฝึกในการเป็นผู้ฟังได้อีกทางหนึ่ง เพราะหากไม่ตั้งใจฟัง ท่านก็ไม่สามารถจับประเด็นในการตอบคำถามได้
                สุดท้ายนี้อยากฝากแง่คิดเกี่ยวกับการพูด ของชมรมปาฐกถาและโต้วาที มหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่า “ ริจะเป็นนักพูด จงพูดเพื่อชีวิต ริจะเป็นนักคิด จงคิดเพื่อสังคม ”